หน้าแรก เศรษฐกิจ กรมโรงงานฯ ร่...

กรมโรงงานฯ ร่วมวงกรมควบคุมมลพิษ กาง 3 มาตรการทุบโรงงานผิดกฎหมาย

1.09.25 | 17:48 น.

กรมโรงงานฯ ร่วมวงกรมควบคุมมลพิษ กาง 3 มาตรการทุบโรงงานผิดกฎหมาย

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้มอบหมายให้ นายวริทธิ์ สมทรง ผู้อำนวยการกลุ่มจัดการกากอุตสาหกรรม 1 กองบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม เป็นผู้แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมเป็นวิทยากร บรรยายความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ “โครงการจัดฝึกอบรมการเสริมสร้างศักยภาพเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษด้านการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม ประจำปี พ.ศ. 2568” หลักสูตร: เสริมสร้างสมรรถนะเจ้าพนักงานควบคุมมลพิษด้านการตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมาย และการจัดการเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมี นายยุทธชัย สาระไทย ผู้อำนวยการกองตรวจมลพิษ กรมควบคุมมลพิษ เป็นประธานเปิดอบรม ร่วมด้วย เจ้าพนักงานควบคุมมลพิษ กรมควบคุมมลพิษ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมอบรม ณ ห้องประชุม 202 อาคารกรมควบคุมมลพิษ และผ่านระบบออนไลน์

โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม บรรยายในหัวข้อ “แนวทางการตรวจสอบโรงงานและบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมมลพิษจากกากอุตสาหกรรม ” โดยแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการปฏิบัติงานลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานและการบังคับใช้กฎหมายแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งหากพบการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย และกฎหมายอื่น พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอน 3 รูปแบบ ดังนี้

รูปแบบที่ 1 การออกคำสั่งทางปกครอง สั่งการให้โรงงานระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือสั่งให้หยุดการประกอบกิจการโรงงาน หรือออกคำสั่งปิดโรงงาน ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 37 หรือมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 ทั้งนี้ หากพบว่าการกระทำความผิดมีความเกี่ยวข้องกับวัตถุอันตราย จะใช้อำนาจตามมาตรา 52 หรือมาตรา 52/1 หรือมาตรา 52/2 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ควบคู่ไปด้วย ตามหลักการป้องกันล่วงหน้า (Precautionary Principle)

รูปแบบที่ 2 การดำเนินคดีทางอาญา กรณีตรวจพบการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว เช่น ลักลอบปล่อยน้ำเสีย ลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรม จะดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด โดยใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาแบบปกติ คือ การร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณาส่งฟ้องศาล ซึ่งปัจจุบันมีคำพิพากษาที่เป็นกรณีตัวอย่างในหลายพื้นที่ ที่เป็นการฟ้องคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 และประมวลกฎหมายอาญา เช่น คดีข้อหาการเจือปนสารพิษลงในแหล่งน้ำที่ประชาชนใช้ในการอุปโภคบริโภค ตามมาตรา 228 และมาตรา 237

Advertisement

รูปแบบที่ 3 การฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง ปัจจุบันมีหลายคดีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำความผิด ก็จะพิจารณาฟ้องเป็นคดีแพ่ง(คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา) ไปพร้อมกันด้วย โดยฟ้องเป็นคดีละเมิด ตามหลักความรับผิดแบบเคร่งครัด (Strict Liability) และหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) ตามมาตรา 96 และมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535

สำหรับกรณีตัวอย่างที่กระทรวงอุตสาหกรรม บูรณาการทำงานร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการลงพื้นที่ตรวจสอบและร่วมกันบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ เช่น

1.บริษัท แวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด ในตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

2.บริษัท เอกอุทัย จำกัด (สาขาอุทัย) ในตำบลสามบัณฑิต อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

3.บริษัท วิน โพรเสส จำกัด ในตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง

พร้อมกันนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ร่วมแจ้งแนวทางการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สำหรับใช้เป็นมาตรการในระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น โดย เสนอให้เพิ่มบทกำหนดโทษทางอาญา เกี่ยวกับความผิดด้านมลพิษต่าง ๆ ทั้งโทษจำคุก และเพิ่มโทษปรับทางอาญาให้สูงขึ้นเพื่อให้เกิดความเกรงกลัวต่อการกระทำความผิด รวมทั้งเสนอให้ดำเนินการ จัดตั้งกองทุน การวางหลักประกัน และการจัดทำประกันภัย เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที แล้วจึงฟ้องเรียกคืนค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากผู้กระทำความผิด นอกจากนี้ อาจเสนอให้นำกฎหมายว่าด้วยโรงงานและกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตรายเป็นกฎหมายที่เป็นความผิดมูลฐานโดยตรงในกฎหมายฟอกเงิน เพื่อให้การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นต่อไป