หน้าแรก เศรษฐกิจ ส่องวิธี บิ๊ก...

ส่องวิธี บิ๊กนำเข้า-ส่งออก พลิกตัว แก้เกมปัจจัยรุม‘การค้าไม่เหมือนเดิม’

3.09.25 | 10:17 น.
ส่องวิธี บิ๊กนำเข้า-ส่งออก พลิกตัว แก้เกมปัจจัยรุม‘

จากผลกระทบปัจจัยลบมากมายที่กำลังรุมเร้าประเทศ ทั้งปัจจัยภายนอก จากสงครามการค้า นโยบายของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะ ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐ ภูมิรัฐศาสตร์ ทับถมอีกด้วยปัจจัยภายใน ไม่แค่กำลังซื้อฝืด เหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เมียนมาเพิ่มความเข้มงวดตรวจสินค้านำเข้า และเสถียรภาพทางการเมืองซึ่งถูกจับจ้องจะหลุดพ้นทางตันอย่างไร

ล้วนกระทบไปทุกมิติ ภาคบริโภค ประชาชนลังเลและชะลอใช้จ่าย เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเจออะไร ส่งผลต่อการค้า ภาคผลิต บวกกับการแข่งขันส่งออกในตลาดโลก รวมถึงการไหลเข้ามาของทุนต่างประเทศ ที่กำลังแสวงหาตลาดใหม่ เพื่อชดเชยรายได้และการค้าในประเทศหดหายไป รวมถึงผู้ประกอบการไทย ต้องปรับตัวครั้งใหญ่

ยึดหลักเจ้าของแบรนด์‘ขาดเราไม่ได้’

ผู้นำเข้าอย่าง เควิน กัมบีร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูโร ครีเอชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ EURO ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจด้าน Living & Lifestyle ที่เป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าลักชัวรี่แบรนด์ดังจากยุโรปและสหรัฐ กว่า 30 แบรนด์ เล่าถึงการปรับตัวของธุรกิจว่า “ผมถือว่าเป็นรุ่นสอง และเข้ามาดูแลเต็มตัวเพิ่ง 10 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ทำการค้าเหนื่อยขึ้นมาก วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว ซึ่งในตลาดการค้ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากเราไม่ชินความเร็วในการเปลี่ยนแปลง พร้อมตายได้ตลอดเวลา ไม่แค่บริษัท รวมถึงคนในบริษัท และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ต้องเปลี่ยนเร็ว แค่นำเข้าสินค้ามาวางขายไม่ได้แล้ว ต้องทำอะไรมากกว่านั้น ต้องโปรโมตให้เจ้าของแบรนด์เห็นว่า ‘ไม่มีเราไม่ได้ ขาดเราไม่ได้’ รับการเปลี่ยนแปลง เราจึงต้องเร็วขึ้นด้วย สังเกตได้ว่าหลังการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเร็วขึ้นมาก อีกทั้งจากนั้นก็มีเอไอ (ปัญญาประดิษฐ์) เข้าไปมีบทบาทในระบบการทำงาน ยิ่งทำให้เร็วขึ้น เกิดเทรดวอร์ แบรนด์ในยุโรปจึงมองหาโอกาสในเอเชีย รู้สึกว่าสหรัฐไม่ใช่คู่ค้าที่ดีสำหรับเขา ดังนั้นจึงเป็นทั้งโอกาสและความกดดันของตัวแทนแบรนด์นำเข้าและผู้จำหน่ายอย่างเรา”

การเมืองต้องนิ่งและบริหารต่อเนื่อง

Advertisement

เมื่อถามถึงการให้น้ำหนักในเรื่องใดที่จะมีผลกระทบต่อการทำธุรกิจและเศรษฐกิจไทย เควินกล่าวว่า “ผมว่าปี 2568 นี้ เจอแจ๊กพ็อตเกือบทุกด้านแล้ว ขาดเพียงภัยน้ำท่วมกับประท้วง ซึ่งในช่วง 1-2 ปีนี้ การทำธุรกิจถือว่าหนักมาก หวังว่าสุดแล้ว หวังว่าจะไม่มีสุดลึกไปกว่านี้อีก แต่สำหรับเราแม้จะเจอหลายปัจจัยรุมเร้า แต่การตื่นตัวของเรายังทำให้ผลประกอบการและกำไรของเรายังโตได้ดีในปีก่อน เราก็ยังโตต่อเนื่องอีกในปีนี้ซึ่งเหนื่อยมากที่ทำได้แค่นั้น ตอนเราเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เราตั้งเป้าไว้สูงกว่านี้มาก แต่พอช่วงเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ 2 ปีที่ผ่านมา เจอโหดเลย หินมากในปีก่อน แต่ก็ผ่าน 2 ปีนี้ได้ เราคงทำกำไรใกล้เคียงเดิม ก็ถือว่าไม่แย่ ในสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยรุมเร้ามากมาย เพราะเราไม่ได้นั่งเฉยๆ โหมทำงานหนักมาก วิธีการคือสร้างแบรนด์ของเราให้แข็ง ‘เป็นที่ยอมรับและทุกคนอยากได้’ สุดท้ายทำให้เราได้รับผลกระทบน้อยกว่าคู่แข่ง เมื่อเวลาเศรษฐกิจดี ยิ่งต้องดีขึ้น เวลาเศรษฐกิจไม่ดีใครมีแบรนด์ไม่แข็ง จะสู้ไม่ได้ แต่เรามีแบรนด์แข็งของตัวเอง อย่างไรก็ตาม สำหรับวันนี้น้ำหนักที่มีผลต่อการบริโภคและการค้า คือ การเมือง ต้องมีเสถียรภาพ นิ่ง และบริหารนานๆ ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนทุก 2-3 ปี การบริหารงานของรัฐบาลและการแก้ปัญหาอย่าแค่ ‘เอาพลาสเตอร์ปิดแผล’ เพราะไม่ได้ช่วยแก้ไขอะไร ถ้าการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ก็ไม่มีอะไรรองรับ ลังเล ไม่ชัดเจน เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำการค้าอย่างมาก”

เควินเผยถึงวิธีพลิกเกมการค้า จากเดิมเป้าหมายหลักคือ หาแบรนด์หาสินค้าแบรนด์ดังที่มีเรื่องราวและเป็นที่ยอมรับของกลุ่มผู้มีรายได้สูงท็อปของประเทศ ซึ่งมีเพียง 1% พร้อมจัดระบบการให้บริการตามความต้องการแบบ 360 องศา แต่เมื่อทุกคนเจอปัจจัยไปพร้อมกัน ผู้มีรายได้สูงระดับประเทศก็มีสัญญาณดีเลย์การตัดสินใจซื้อหรือลดงบประมาณใช้จ่าย ซึ่งแค่หายไป 20-30% จากงบที่ควรใช้ ก็กระทบต่อผู้ทำการค้า จึงมีแนวคิดขยายฐานลูกค้าผู้ที่มีรายได้สูงแต่อยู่ในกลุ่ม 3% ของประเทศ จึงมีเพิ่มนำเข้าแบรนด์และออกแพคเกจที่มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น โดยยังทิ้งการขยายสาขาใหม่ๆ สะท้อนภาพลักษณ์ของบริษัทและการเป็นหนึ่งผู้นำเข้าแบรนด์ดังจากโลก ที่ตอนนี้ครอบคลุมนำเข้าแบรนด์ดังจากอิตาลีกว่า 90% แล้ว ก็ยังมีแบรนด์ดังในยุโรปที่เตรียมนำเข้า อย่างอังกฤษ เริ่มจำหน่ายเดือนตุลาคม โดยล่าสุดเปิดตัว Bang & Olufsen Flagship Store at Central Embassy แฟลกชิปสโตร์แห่งแรกและแห่งเดียวในไทย ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้า Central Embassy แบรนด์เครื่องเสียงไฮเอนด์ระดับโลกจากเดนมาร์ก โดยยูโร มีโชว์รูม & POP-UP STORES รวม 10 สาขา อาทิ ที่ทองหล่อ สยามพารากอน คริสตัลดีไซน์เซ็นเตอร์ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และภูเก็ต

“สิ่งที่น่ากังวลของประเทศไทยในอนาคต คือ ต่างชาติไม่ได้มองไทยเป็นแหล่งมาลงทุน หรือฐานการผลิต หรือศูนย์กลางทางธุรกิจ แต่ยังมองไทยอยู่ในจุดคนอยากมาอยู่อยากมาเที่ยว สะท้อนจากการลงทุนด้านอสังหาฯในหัวเมืองใหญ่ อาทิ ภูเก็ต อีกประเด็นคือไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย พร้อมกับประชากรเกิดใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว จะกลายเป็นปัญหาภาคแรงงานและการค้าที่ไม่อาจเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผมคาดหวังไทยกับอียูจะปิดดีลเจรจาเอฟทีเอและมีผลในปี 2569 ซึ่งจะทำให้ภาษีนำเข้าสินค้าเหลือ 0% จากวันนี้เฉลี่ยภาษีนำเข้าเจอ 20% ส่วนสินค้านำเข้าภาษีทรัมป์มาไทย 0% ไม่มีผลกระทบเพราะแบรนด์สหรัฐแบรนด์ระดับโลกไม่มากแล้ว” เควินกล่าว

เปลี่ยนชื่อหนีกระแสต้านสินค้าไทย

ส่วนผู้ส่งออก ปุณณสิริ ชัยผาติกุล ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ ทายาทรุ่น 3 ของธุรกิจไอศกรีมแบรนด์ “ไผ่ทอง” ไอศกรีมตักที่คนไทยรู้จักมากว่า 70 ปี เล่าว่า การปิดด่านไทย-กัมพูชา กระทบต่อตัวแทนขายหลักของเราในกัมพูชาอย่างมาก เพราะเป็นสินค้าส่งทางบกเป็นหลัก และเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยลูกค้ารถตักขาย เมื่อเขาไม่มีรายได้ก็จะหาไอศกรีมยี่ห้ออื่นแทน ซึ่งการเปิดด่านอีกครั้งเชื่อว่าต้องใช้เวลา และอาจไม่เหมือนเดิม หากลูกข่ายเปลี่ยนแบรนด์ขายจะกลับมาเหมือนเดิมก็ยากแล้ว เพื่อไม่ให้สถานการณ์สายเกินไป ก็หารือกับตัวแทนขายหลัก จะเปลี่ยนชื่อ เพิ่มความเป็นสากลด้วยภาษาอังกฤษ แต่คงเอกลักษณ์ รสชาติ ความเป็นไผ่ทอง และปรับเส้นทางขนส่งไปเวียดนาม เพื่อเป็นศูนย์กระจายสินค้าเข้าซีแอลเอ็มวีต่อไป พร้อมกับพัฒนาสินค้าที่เจาะตลาดใหม่ๆ

“คนกัมพูชาคุ้นเคยกับไผ่ทองมากว่า 10 ปี เขาคุ้นเคยกับรสชาติเราดี แต่สถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนเดิมและในอนาคตเชื่อว่าไม่เหมือนเดิม ต้องปรับครั้งใหญ่ และการแข่งขันที่รุนแรง เราต้องหาตลาดในต่างประเทศด้วย กำลังเจรจาตั้งตัวแทนขายในอาเซียน เริ่มจากมาเลเซีย เปิดทางเจาะคนมุสลิม ชูเป็นอาหารฮาลาล เมื่อเข้ามามาเลเซียได้ การเจาะเข้าประเทศมุสลิมก็ง่ายขึ้น ทั้งไปอินโดนีเซีย อินเดีย ซึ่งตลาดมุสลิมเป็นตลาดใหญ่ของโลก ถือเป็นการพลิกตัวครั้งสำคัญของไผ่ทอง” ปุณณสิริกล่าว