หน้าแรก เศรษฐกิจ ปธ.สอท.อยากได...

ปธ.สอท.อยากได้นายกฯเก่งศก.-กล้าตัดสินใจ

3.09.25 | 12:21 น.

กรณีพรรคประชาชน ประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล และนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ขณะที่พรรคเพื่อไทยยื่นทูลเกล้าฯยุบสภานั้น นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งถือเป็นตัวแทนภาคเอกชน แสดงความเห็นต่อเรื่อ

=ปธ.สอท.อยากได้นายกฯเก่งศก.-กล้าตัดสินใจ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า การได้มาซึ่งนายกฯ และครม.ต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญและกติกาที่มีอยู่ สิ่งสำคัญอยู่ที่การคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับงาน มีคุณสมบัติที่ตรงกับหน้าที่ และมีความเข้าใจเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ต้องคัดทั้ง “คนดีและคนเก่ง” มาร่วมทำงาน

“ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ท้าทายมาก จำเป็นต้องมีนายกฯที่มีความเป็นผู้นำสูง มีวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน กล้าตัดสินใจ ที่สำคัญต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ซึ่งเป็นกุญแจหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้”นายเกรียงไกรกล่าว

=ครม.มีความรู้-พลิกฟื้นศก.ซบเซา

Advertisement

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ในส่วนของครม.ก็ควรเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมด้านต่างๆ เช่น การคลัง การลงทุน การค้าทั้งในและระหว่างประเทศ อุตสาหกรรม การศึกษา การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อให้การดำเนินนโยบายเชิงรับและเชิงรุกเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวให้ฟื้นขึ้น แก้ไขกฏหมายและปรับโครงสร้างภาษีให้ทันสมัย ไม่ซ้ำซ้อน รวมทั้งช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เปราะบาง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศและเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ขณะที่ทีมเศรษฐกิจนั้น ในความคิดเห็นส่วนตัวต้องการได้ดรีมทีมเศรษฐกิจที่แท้จริงที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทำงานเป็นทีม เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่ซบเซามานาน ให้กลับเข้าสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคได้อีกครั้ง และก้าวพ้นกับดักความยากจนได้อย่างมั่นคง

=หวังรบ.จากพรรคเดียวกัน-งานสอดคล้อง

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ทั้งนี้อยากได้รัฐบาลดรีมทีม ที่มาจากพรรคเดียวกัน ภายใต้การนำเดียวกัน เพื่อทำงานได้อย่างสอดคล้อง หากเป็นทีมที่มาจากต่างขั้วทางการเมือง อาจมีวิสัยทัศน์และนโยบายไม่ตรงกัน ต้องมาเริ่มต้นใหม่ ทำให้เสียเวลา ขณะที่เศรษฐกิจไทยไม่มีเวลาลองผิดลองถูกอีกแล้ว กระทรวงหลักที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่กระทรวงการคลัง กำกับดูแลนโยบายการเงินการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันการผลิตและอุตสาหกรรมใหม่ กระทรวงพาณิชย์ วางทิศทางการค้าและการส่งออก และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังมีกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่าง กระทรวงแรงงาน เสริมกำลังคนและการจ้างงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล

นายเกรียงไกร กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องฟื้นฟูและยกระดับการท่องเที่ยว รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาเกษตรกรรม ระบบชลประทาน และสนับสนุนเกษตรกร สินค้าทางการเกษตร เมื่อรวมกันแล้ว กระทรวงเหล่านี้ คือกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย การบริหารภายใต้นโยบายและวิสัยทัศน์ทางการเมืองเดียวกัน จะทำให้การขับเคลื่อนเป็นเอกภาพ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด

=อายุ4ด.สั้นไปฟื้นศก.ไม่ได้

นายเกรียงไกร กล่าวว่า อย่างบไรก็ดี หากถามว่ารัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือนเพียงพอหรือไม่ หรือควรอยู่ยาวก่อนยุบสภา มองว่า 4 เดือนถือว่าสั้นเกินไป ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะการฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่สามารถเห็นผลได้ภายในเวลาสั้นๆ หากรัฐบาลอยู่ต่อเพียง 4 เดือน สิ่งที่จะทำได้จริง คือ มาตรการเฉพาะหน้า เช่น การอัดฉีดเงินหรือการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่ในมิติของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องใช้ความต่อเนื่องและการดำเนินงานแบบบูรณาการ

“การมีรัฐบาลที่อยู่ต่อในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษี การปรับปรุงกฎระเบียบ และการสนับสนุนเอสเอ็มอี รวมถึงสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลดความผันผวนที่เกิดจากการเมือง และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศและมีเวลาพอที่จะเดินหน้านโยบายระยะยาว เช่น การผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ”นายเกรียงไกรกล่าว

=นโยบายด่วนสร้างเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก

นายเกรียงไกร กล่าวถึงนโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่รัฐบาลชุดใหม่ควรเป็นดำเนินการ ว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเพราะวันนี้โลกกำลังจับตาประเทศไทย หากรัฐบาลส่งสัญญาณความมั่นคงและนโยบายต่อเนื่องได้ เงินลงทุนและการค้าจะฟื้นเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีนโยบายเร่งด่วน ที่ควรดำเนินการควบคู่กันไปมี 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย 1. ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในธุรกิจ และการพัฒนาทักษะใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน 2. ลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพแข่งขัน ผ่านการจัดการพลังงานและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ 3. สร้างเสถียรภาพ ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันความผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น อัตราเงินเฟ้อโลก ราคาพลังงาน และมาตรการทางการค้าจากต่างประเทศ

“การฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ใช่แค่มาตรการเฉพาะกิจ แต่ต้องเดินหน้าครบ 4 ด้าน คือ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ การช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน เหล่านี้ คือ ฐานสำคัญที่จะพยุงเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น และสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศไทย”นายเกรียงไกรกล่าว