หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร.ห่วง ศก.ช...

กกร.ห่วง ศก.ชะงัก หากการเมืองไร้นายกฯ ชี้ รบ.ไม่เข้มแข็ง เอกชนเดินหน้าลำบาก

4.09.25 | 06:21 น.

กกร.ห่วง ศก.ชะงัก หากการเมืองไร้นายกฯ ชี้ รบ.ไม่เข้มแข็ง เอกชนเดินหน้าลำบาก

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนอยู่ สาเหตุจากนโยบายการค้าสหรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างการรอผลตัดสินจากศาลสูงสุด ภายหลังศาลอุทธรณ์สหรัฐตัดสินว่าการขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ขัดต่อกฎหมาย และสหรัฐยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 800 เหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีความไม่แน่นอนสูง รวมถึง ถือเป็นแรงกระแทกเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจโลกในปีนี้ รวมถึง เศรษฐกิจไทยที่เข้าสู่ภาวะชะลอตัว จากการส่งออกที่ดีกว่าปกติ เพราะมีการเร่งส่งคำสั่งซื้อในช่วงครึ่งปีแรก แต่ครึ่งหลังยังมีความกังวลจากหลายปัจจัย โดยคาดว่าปี 2568 จีดีพีไทยจะขยายตัวได้ที่ 1.8%-2.2% จากช่วงครึ่งปีหลังที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1% เพราะมีปัจจัยที่สร้างการชะงักงันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึง การขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะโดนลงอันดับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น

“อัตราการว่างงานในระบบช่วงไตรมาส 2/2568 เพิ่มขึ้นเป็น 2.07% จาก 1.88% เทียบไตรมาสหนึ่งที่ผ่านมา และมีจำนวนผู้เสมือนว่างงานในภาคการเกษตรอยู่ที่ 2.1 ล้านคน สูงขึ้นประมาณ 5% เทียบปี 2567 ภาคการท่องเที่ยว ภาคก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ และภาคเกษตรชะลอตัว ความเปราะบางของธุรกิจเอสเอ็มอีไทย เห็นได้ชัดจากยอดค้างชำระหนี้เกิน 90 วันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท” นายผยงกล่าว

นายผยงกล่าวอีกว่า กกร.มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งต้องระมัดระวัง เพราะอาจเข้าข่ายการแทรกแซงค่าเงิน และอาจถูกแซงชั่นเพิ่มเติมอีก รวมถึง เห็นความสัมพันธ์กับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันยังขาดข้อมูลเชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของธุรกรรมทองคำ และคริปโตฯ รวมถึง การโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านช่องทางในระบบ ทำให้การเกินดุลการชำระเงินกว่าครึ่งไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการแยกแยะ และวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกรรมทองคำต่อภาคเศรษฐกิจ รวมถึง ปรับปรุง และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อทำให้เกิดความสมดุลมากขึ้น

นายผยงกล่าวต่อว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายนอก อาทิ ภาวะเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้า และปัจจัยภายในอย่างต้นทุนพลังงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีความเปราะบาง จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลด หรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่า 50% ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากการปิดกิจการ และรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน แทนการปรับขึ้นขั้นต่ำ สร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึง ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทาง และสร้างแนวร่วมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยภาคเอกชนจะร่วมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐต่อไป

Advertisement

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเมืองในตอนนี้ถือว่าสร้างความชะงักงันในการเดินหน้าต่อ เพราะไม่รู้ว่าควรจะไปซ้าย หรือขวา ในแง่เอกชนพูดตลอดเวลาอยู่แล้วว่า ต้องการความชัดเจน มีรัฐบาลที่ดี ชอบธรรมด้วยกฎหมาย เป็นที่ยอมรับต่อนานาชาติ และประชาชน มีความสามารในการบริหาร เพราะตอนนี้เรายืนอยู่ในภาวะที่เจออุปสรรคเต็มไปหมด ไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่มีปัจจัยลบทั้งภายนอก และภายใน ทำให้หากรัฐบาลไม่เข้มแข็ง เอกชนก็เดินหน้าต่อลำบาก แม้เราพยายามเดิมด้วยตัวเองอยู่ ผ่านการออกแพลตฟอร์มหลังจากหารือร่วมกับหน่วยงานรัฐบาล เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและการเบิกจ่ายของรัฐบาล

“การเป็นรัฐบาลระยะเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภาห รือยุบสภาทันทีตอนนี้นั้น ต้องบอกว่าความวุ่นวานที่เกิดขึ้น มีผลกระทบอยู่แล้ว แต่การเป็นรัฐบาล 4 เดือนก่อน ถือเป็นคำตอบทางการเมือง และเชื่อว่าเป็นคำตอบของเศรษฐกิจด้วย เพราะนโยบายระยะยาวยังต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อนมากกว่านี้” นายพจน์กล่าว