สนค.เผย 7 ปี สินค้าจีนเสี่ยงทะลักเข้าไทยในอัตราเร่งตัว สินค้าอุตฯ-ยานพาหนะ-อุปโภคบริโภค พรึบ
เมื่อวันที่ 4 กันยายน น.ส.ณิชชาภัทร กาญจนอุดมการ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความสามารถทางการแข่งขัน สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการศึกษา “การวิเคราะห์การเบี่ยงเบนทางการค้า : กรณีการไหลทะลักของสินค้าจีนหลังสหรัฐ กำหนดภาษีต่างตอบแทนจากไทย 19%” โดย สนค.ทำการศึกษาวิเคราะห์โอกาสการเบี่ยงเบนเส้นทางการค้า (Trade Diversion) พิจารณาจาก 6 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ช่องว่างอัตราภาษีและต้นทุน 2.โครงสร้างสินค้าและอุปสงค์ 3.ห่วงโซ่อุปทานและข้อตกลงการค้า 4.โลจิสติกส์และภูมิศาสตร์ 5.ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยน 6.นโยบายกำกับและการบังคับใช้
น.ส.ณิชชาภัทรระบุว่า ผลศึกษาพบว่าจีนยังคงเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะมีการไหลทะลักของสินค้าเข้ามาในไทย เนื่องจากมีส่วนต่างอัตราภาษีกับไทยมากที่สุดถึง 15% ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามการค้ากับสหรัฐ ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และการอุดหนุนจากภาครัฐที่ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่เดิมและความสะดวกทางการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ยิ่งเอื้อให้สินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทยได้ง่ายขึ้น

“ข้อมูลเชิงประจักษ์จากการวิเคราะห์การไหลทะลักของสินค้าจากดัชนีการไหลทะลักของสินค้า (Spill-over Index) ยืนยันสถานการณ์การไหลทะลักของสินค้าจากจีน โดยค่าดัชนีได้พุ่งขึ้นจากระดับ 100 ในปี 2561 (ก่อนสงครามการค้าสหรัฐ-จีน) มาอยู่ที่ระดับสูงสุด 130 ในปี 2567 ภายในช่วง 7 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการไหลเข้าของสินค้าจีนที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มสินค้าที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มยานพาหนะและส่วนประกอบ กลุ่มสินค้าภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค” น.ส.ณิชชาภัทรกล่าว
น.ส.ณิชชาภัทรกล่าวว่า เพื่อชี้เป้าสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง สนค.ได้พัฒนาระบบเตือนภัย (Warning System) ขึ้นโดยใช้ 3 ตัวชี้วัดสำคัญได้แก่ (1) ส่วนแบ่งนำเข้าจากจีน (2) อัตราการขยายตัวของมูลค่านำเข้า และ (3) ช่องว่างราคานำเข้า จากจีนมากกว่าช่องว่างราคาจากโลก และจัดกลุ่มจำแนกตามความเสี่ยงการไหลทะลักของสินค้าจีนออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ สูง ค่อนข้างสูง เฝ้าระวัง ค่อนข้างเฝ้าระวัง และต่ำ
โดยผลการประเมินสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีน 1,149 รายการ พบว่าส่วนใหญ่ 904 รายการ สัดส่วน 78.7% อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ กลุ่มค่อนข้างเฝ้าระวัง 38 รายการ มี 24 รายการที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง 17 รายการอยู่ในกลุ่มค่อนข้างสูง และอีก 166 รายการอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง ซึ่งสินค้ากลุ่มเสี่ยงไหลทะลักในระดับเฝ้าระวัง-สูง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทุนและสินค้าอุตสาหกรรม แม้จะเป็นประโยชน์ต่อภาคการผลิตในเชิงต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่การพึ่งพิงการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากจีนในสัดส่วนที่สูงเกินไป ก่อให้เกิดความเสี่ยงและความเปราะบางต่อความผันผวนของราคา นโยบาย และข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะเดียวกันสินค้าอุปโภคบริโภคที่แข่งขันโดยตรงกับผู้ผลิตในประเทศหลายรายการ เช่น สุรา กะหล่ำปลี เสื้อผ้า และเครื่องเรือนพลาสติก ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและรายย่อย
น.ส.ณิชชาภัทรกล่าวอีกว่า สนค.ยังได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับการไหลทะลักของสินค้าจีน แบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นที่เน้นการเฝ้าระวังเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และมาตรการระยะกลางถึงยาวที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดย สนค. จะนำผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งหมดเข้าหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อประมวลผลความคิดเห็นและข้อมูล ก่อนจะนำมาสู่การจัดทำยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์การไหลทะลักของสินค้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


