ร้านอาหาร จ่อยื่นหนังสือ อนุทิน ปัดฝุ่นคนละครึ่ง กระตุ้นใช้จ่าย ช่วยผู้ประกอบการ 7 แสนราย ก่อนธุรกิจเจ๊ง
เมื่อวันที่ 5 กันยายน นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวถึงการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ว่า ขณะนี้ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ถ้าพูดแบบแม่ค้าก็อยากได้รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจที่มีหัวใจและเข้าใจเศรษฐกิจ เข้าใจถึงชีวิตความเป็นอยู่และความเดือดร้อนของประชาชนและธุรกิจเอสเอ็มอี ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มและอยู่อย่างมีความหวัง เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดถึงยอดขายที่ลดลงอย่างมาก จากกำลังซื้อที่หายไปกว่า 40-50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน
นายฐนิวรรณกล่าวว่า ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและร้านอาหารจำนวนหลายแสนราย รวมถึงกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย สมาคมฯเตรียมจะทำหนังสือยื่นต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ให้ช่วยพิจารณาสนับสนุนโครงการโคเพย์เมนต์ (Co Payment) หรือการร่วมจ่ายเหมือนโครงการคนละครึ่ง โดยรัฐกับประชาชนร่วมกันจ่าย อาจจะเป็น 60:40 ถ้าหากรัฐบาลยังมีงบประมาณไม่เพียงพอ แต่ถ้าได้ 50:50 จะเป็นการดี ซึ่งโครงการลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายใหม่ได้ 40% ขณะที่ทุก 1 บาทจากรัฐ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ 1.94-2.87 บาท และสร้างยอดขายร้านค้าขนาดเล็กเพิ่มขึ้น 1.7-4 เท่า และยังเป็นโครงการที่ทุกคนเฝ้ารอ
นางฐนิวรรณกล่าวว่า โดยสมาคมฯได้สำรวจความต้องการของผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ผลการสำรวจทุกครั้ง ทั้งภาคประชาชนและภาคผู้ประกอบการ ต่างต้องการให้รัฐบาลช่วยด้วยโครงการคนละครึ่งทุกๆครั้ง ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลแม้จะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ มีระยะเวลาบริหารประเทศเพียงสั้นๆ รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชนและผู้ประกอบการร้านอาหารที่กำลังจะตายทั้งเป็นนับล้านๆคนและนับล้านครอบครัว ให้สามารถยืนหยัดและเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงเศรษฐกิจที่ท้าทาย
“เราอยากให้เร่งผลักดันโครงการออกมาภายใน 2 เดือนนี้ เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอย และขอให้ดำเนินการโครงการนานขึ้น จากเดิมเคยทำ 1 เดือน เป็น 2 เดือน เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้เศรษฐกิจวิกฤตเยอะมาก”นางฐนิวรรณกล่าว
นางฐนิวรรณกล่าวว่า ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันมีจำนวนร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 690,000 ราย มูลค่าตลาด 646,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.2% ของจีดีพี เป็นหนึ่งในธุรกิจบริการที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุด โดยโครงสร้างธุรกิจส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีและรายย่อย โดยเกว่า 96% เป็นผู้ประกอบการบุคคลธรรมดา ซึ่งมีความเปราะบางต่อวิกฤตและต้นทุนผันผวน นอกจากนี้ธุรกิจร้านอาหารยังเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจำนวนมาก ทั้งเกษตร ผู้ค้าส่ง ค้าปลีก โลจิสติกส์และบริการนับสนุนอื่นๆ

