อสังหาฯ แนะดึงมือเศรษฐกิจร่วม ‘ครม.หนู1’ ปั๊มนโยบายควิกวินปลุกเชื่อมั่นลงทุน
วันที่ 6 กันยายน นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้วจะเข้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ โดยอยากให้มีการจัดสรรโควต้าบางส่วนสำหรับดึงคนนอกที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญมาดูแลเรื่องเศรษฐกิจบ้าง เนื่องจากนาทีนี้ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว จึงต้องดึงคนมีประสบการณ์มาช่วยแก้ปัญหา แม้จะมีระยะเวลาเพียง 4 เดือนในการบริหารประเทศก่อนที่จะยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ตามที่มีการทำข้อตกลงกับพรรคประชาชนไว้ แต่ก็เป็นโอกาสที่รัฐบาลจะสร้างเครดิตและโชว์ผลงาน เพื่อรองรับกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งโครงการอะไรที่เป็นไปได้ก็เดินหน้าต่อ ออกมาเป็น “นโยบายควิกวิน” ส่วนโครงการที่ดูแล้วเป็นภาระการคลังมาก ค่อยมาดำเนินการในระยะถัดไปได้ เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ส่วนโครงการขนาดใหญ่ที่ทำมาแล้วก็เดินหน้าต่อไป เช่น โครงการระบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน
นายอธิปกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาและงบประมาณ รัฐบาลคงไม่สามารถจะเดินหน้านโยบายกระตุ้นอะไรได้มากนัก ดังนั้น สิ่งที่อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการคือ เน้นแก้ปัญหาที่เป็นเพนพอยท์หรือจุดปัญหาของเศรษฐกิจในปัจจุบันให้ดีขึ้น อย่างเช่นดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากจนเกินไป เพื่อให้เอื้อต่อการส่งออก และเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติเพื่อดึงการลงทุนเข้าประเทศไทย แม้ว่าประเทศไทยจะถูกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในอัตรา 19% ไม่ต่างจากประเทศคู่แข่ง แต่ต้องเคลียร์เรื่องการสวมสิทธิสินค้าให้ชัดเจน แม้รัฐบาลจะมีเวลาน้อยแต่ก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
“ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงต่อจากนี้ ถ้ามีมาตรการลดหย่อนภาษีต่างๆ ออกมากระตุ้นการใข้จ่ายได้ก็เป็นเรื่องที่ดี เช่น ช้อปดีมีคืน หรือพักโรงแรมในจังหวัดเมืองรองได้รับการลดหย่อนภาษี เป็นต้น โดยต้องเป็นโครงการที่ไม่เป็นภาระการคลังมาก” นายอธิปกล่าว
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่ผ่านการเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง รู้ระบบราชการเป็นอย่างดี น่าจะสามารถเดินหน้านโยบายได้อย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะเป็นเสียงข้างน้อยและมีเวลาสั้นๆ ในการบริหารประเทศ เนื่องจากไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ อย่างไรก็ตาม อยากให้มีการพิจารณาเดินหน้าโครงการที่สนับสนุนด้านเศรษฐกิจ เช่น โครงการอีอีซี โครงการแก้หนี้ทั้งระบบ โครงการคุณสู้เราช่วย เป็นต้น ส่วนโครงการที่มีแนวโน้มจะเพิ่มภาระการคลังหรือเพิ่มหนี้ของประเทศ และยังมีข้อถกเถียงในวงกว้างก็อาจจะปรับหรือทบทวนรายละเอียด เช่น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย หากจะเดินหน้าก็อาจจะปรับราคาขึ้นมาให้เป็นภาระด้านการเงินให้น้อยที่สุด เช่น ราคา 30-40 บาท เป็นต้น รวมถึงโครงการกัญชาเสรีถ้าหากไม่อยากจะยกเลิกก็ต้องปรับลดการสนับสนุนโครงการ
“มี 2 เรื่องที่อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาในทันทีคือ แก้ปัญหาชายแดนไทยกับกัมพูชาให้ชัดเจน และผลกระทบการส่งออกระหว่างประเทศจากภาษีสหรัฐ 19% ส่วนเรื่องไหนที่รัฐบาลเดิมทำดีอยู่แล้วก็ควรสานต่อ เช่น การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเรื่องที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น“ นายสุนทรกล่าว

