ความสำเร็จของ ‘บีนส์’(Beans)
ร้านกาแฟที่จริงใจ…
เข้าถึงลูกค้า-พาร์ตเนอร์เกษตรกร
ปัจจุบันการแข่งขันของวงการกาแฟและเครื่องดื่มไทยค่อนข้างเติบโตสูง และเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมมากในหมู่คนรุ่นใหม่ยุค 5G
อีกหนึ่งร้านกาแฟในปี 2568 ที่ถูกกล่าวถึงมากในโลกโซเชียล และขึ้นแท่นเป็นร้านกาแฟขวัญใจชาวออฟฟิศเมืองกรุง ต้องมีชื่อ “ร้านกาแฟ BEANS Coffee Roaster (บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์) หรือ
‘บีนส์’ (Beans)” แน่นอน
หลายคนอาจจะเริ่มรู้จักร้านบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ จริงจังจากกระแสฮือฮาที่ คุณเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ได้ไปลิ้มรสกาแฟพร้อมโปรโมตร้านให้กับลูกสาวที่เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนร้าน (คุณชนัญดา ทวีสิน)
แต่ความจริงแล้วนั้น การเติบโตอย่างรวดเร็วของร้านกาแฟบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ ไม่ใช่แค่เรื่องของจังหวะ หรือกระแสที่เข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
เพราะเบื้องหลังการเติบโตที่สำคัญยังมาจากการเดินทางและความทุ่มเทที่ทอดยาวกว่าทศวรรษของ คุณฟาน หรือ นายอัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและเจ้าของร้านกาแฟ BEANS Coffee Roaster (บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์) ที่เริ่มต้นจากครอบครัวผู้สร้างรากฐานกาแฟในไร่ภาคเหนือ สู่การสร้างแบรนด์กาแฟไทยที่เข้าถึงใจคอกาแฟด้วยปรัชญาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ “ความจริงใจ” และ “ความตรงไปตรงมา” ที่เป็นเสน่ห์มัดใจลูกค้าให้กลับมาต่อเนื่อง
นอกจากนั้น คุณฟานและหุ้นส่วนยังมีแนวคิดวิธีการทำงานและรูปแบบการบริหารร้านที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ปี 2568 นี้ร้านกาแฟ “บีนส์” ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์เครื่องดื่มดาวรุ่งมาแรงที่อยู่ในใจของใครหลายคนในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี และกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของธุรกิจที่เติบโตบนพื้นฐานของความยั่งยืนและความเข้าใจผู้คนอย่างแท้จริง
จุดเริ่มต้นสร้างคุณค่าใหม่ให้กาแฟไทย
นัดพบคุณฟานที่ร้าน BEANS Coffee Roaster สาขาซอยละลายทรัพย์ สีลม ซอย 5 เล่าจุดเริ่มต้นเรื่องราวของ “บีนส์” ว่า เกิดจากความสนใจของครอบครัวและตนเองที่ชื่นชอบและคลุกคลีอยู่ในวงการกาแฟมานาน โดยจุดประกายแรกที่คิดจะเริ่มจริงจังต้องย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มาจากคุณพ่อที่มีความชอบส่วนตัวในการซื้อที่ดินเพื่อการลงทุน และได้ที่ดินที่ จ.เชียงใหม่ มาอยู่ในครอบครอง จึงตัดสินใจใช้พื้นที่นั้นเรียนรู้ร่วมกับชาวเกษตรกรไทยในการปลูกกาแฟในช่วงที่กระแสการเพาะปลูกกาแฟเริ่มเข้ามาในประเทศไทย
แม้คุณพ่อของคุณฟานจะไม่ได้เป็นเกษตรกร แต่ด้วยความที่ไม่อยากปล่อยสวนทิ้งไว้ในช่วงที่กาแฟเริ่มเก็บได้ และก็ไม่รู้จะทำอะไรกับเมล็ดกาแฟเหล่านี้ ดังนั้น คุณพ่อจึงตัดสินใจมอบให้คุณฟาน ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของบ้านเข้ามาพัฒนาดูแลกิจการนี้ของที่บ้านอย่างจริงจัง
จากโจทย์ที่ได้รับมา ในฐานะลูกชายคนโตจึงต้องเข้ามาเรียนรู้และพัฒนาสวนกาแฟนี้อย่างจริงจัง นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ได้คลุกคลีกับวงการกาแฟอย่างลึกซึ้ง ได้ทำความเข้าใจทุกขั้นตอนตั้งแต่การปลูกการดูแล การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการแปรรูป และในระหว่างนั้นเองก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านกาแฟควบคู่ไปกับการทำไร่กาแฟของตัวเอง ทำให้เขามีความรู้และประสบการณ์ที่แตกต่างจากผู้ประกอบการร้านกาแฟทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นจากการเป็นบาริสต้าหรือเพียงแค่ผู้บริโภค
คุณฟานยังเล่าว่า ตลอดเส้นทางสายกาแฟนี้ได้เกิดคำถามในใจว่า ทำไมเกษตรกรส่วนใหญ่ถึงยังยากจนอยู่ และนั่นได้กลายเป็นคำถามสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจให้พัฒนาก่อตั้งร้านบีนส์นี้ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวกลางที่มีส่วนช่วยในการปรับโฉมและยกระดับเกษตรกรไทยที่ปลูกกาแฟให้มีคุณค่ามากขึ้น และไม่จมอยู่กับค่านิยมที่ถูกมองแบบเดิมๆ
โอกาส-ฝีมือ จุดประกายความสำเร็จ
หลังจากตัดสินใจลงทุนด้านกาแฟ คุณฟานเผยว่า โชคดีที่มีโอกาสได้เจอกับหุ้นส่วนที่แนวคิดลงตัว และเริ่มเปิดโรงคั่วกาแฟขึ้นที่ย่านทองหล่อ ซึ่งถือเป็นสาขาแรกของร้านกาแฟ BEANS Coffee Roaster (บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์) เพื่อคั่วเมล็ดกาแฟสำหรับธุรกิจของบีนส์และขายส่งเมล็ดให้กับลูกค้าแบบ B2B ทั้งร้านคาเฟ่และโรงแรม แต่เมื่อเปิดโรงคั่วไปสักพักก็เกิดไอเดียในการเปิดหน้าร้านกาแฟขึ้นมา
“ตอนเราทำโรงคั่ว เราทำเป็นกระจกตรงฝั่งที่ติดกับถนนซอย ย่านทองหล่อ ทำให้คนภายนอกสามารถมองเห็นการทำงานข้างในได้ ลูกค้าที่เดินผ่านไปมาเขาก็เคาะกระจกถามว่าที่นี่ขายกาแฟไหม อยากเข้ามาชิมกาแฟ มันเป็นอย่างนี้ซ้ำๆ จนเรารู้สึกว่า ‘เฮ้ย หรือเราจะลองทำร้านกาแฟเล็กๆ สักร้านหนึ่งดีไหม?’ เพื่อให้ลูกค้าของเราที่ซื้อเมล็ดกาแฟไปแล้วสามารถเข้ามาลองชิมได้ หรือแม้แต่คนที่เดินผ่านไปมาอยากจะลองก็สามารถเข้ามาได้” คุณฟานเล่า
โมเดลธุรกิจร้านกาแฟบีนส์จึงเติบโตมาจาก Pain Point หรือปัญหาที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ จากแนวคิดที่อยากให้มีพื้นที่สำหรับลูกค้ามาลองชิมกาแฟ กลายเป็นเคาน์เตอร์กาแฟเล็กๆ ที่เปิดขึ้นมา และด้วยจังหวะที่ตลาดคาเฟ่กำลังบูม ประกอบกับร้านมีคาแร็กเตอร์เป็น “โรงคั่วกาแฟจริงๆ” ที่ดูทุ่มเทและเชี่ยวชาญด้านกาแฟอย่างลึกซึ้ง จึงกลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้างบนโลกโซเชียล มีลูกค้าเข้ามาเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสาย
จากร้านเล็กๆ ในทองหล่อก็ได้ขยับขยายไปเปิดสาขาที่สีลมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในย่านธุรกิจ และการเปิดสาขาในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ อย่างเอ็มควอเทียร์ (Emquartier) และสยามพารากอน (Siam Paragon) ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จและเป็นที่รู้จักในระดับเป็นที่นิยมในกรุงเทพฯมากยิ่งขึ้น
คุณฟานมองว่า ความสำเร็จนี้เกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง “ฝีมือ” และ “โอกาส” ที่เข้ามาในจังหวะที่ถูกต้อง เชื่อว่าพอเราทำธุรกิจแล้ว ฝีมือก็ส่วนหนึ่ง แต่จังหวะก็สำคัญ ได้โอกาสที่เข้ามาในจังหวะที่ถูกต้องด้วย เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน เหมือนเราโต้คลื่น เราแค่คว้าคลื่นทันพอดี มันก็เลยทำให้เราไปได้เร็วขึ้น
คุณฟานเน้นย้ำว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของร้านกาแฟบีนส์เป็นผลลัพธ์ของการทำงานอย่างหนักและความทุ่มเทอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาที่ต้องทำให้เร็วที่สุด เพราะความจริงใจที่ลูกค้าสัมผัสได้คือการที่ร้านพร้อมรับฟังและพยายามแก้ไขปัญหาให้พวกเขาเสมอ
คุณฟานเสริมว่า นอกจากการทำงานอย่างหนักแล้ว ร้านกาแฟบีนส์ยังมีแนวคิด “Localization” หรือการปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่ของแต่ละสาขา ซึ่งทำให้แต่ละร้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยแต่ละสาขาจะมีเมนูพิเศษที่เรียกว่า “Location Blend” ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากการลงพื้นที่ศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าในย่านนั้น ๆ อย่างละเอียด
ยกตัวอย่าง หากเราไปอยู่ย่านที่มีพนักงานออฟฟิศเป็นหลัก เราก็จะทำกาแฟที่ราคาเข้าถึงง่าย เพื่อให้พนักงานสามารถซื้อดื่มได้ทุกวัน แต่หากเราไปอยู่ในย่านที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ห้างสรรพสินค้าที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว เราก็จะมีเมนูพรีเมียมที่มีคุณภาพสูงขึ้นตามราคาที่ลูกค้าพร้อมจ่าย การปรับตัวนี้ทำให้บีนส์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงจุดและยังสร้างความผูกพันกับชุมชนรอบข้างได้ดียิ่งขึ้น
สร้างสัมพันธ์ยั่งยืนกับเกษตรกรไทย
อีกหัวใจสำคัญที่ทำให้บีนส์โดดเด่นไม่เหมือนใคร คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับเกษตรกร คุณฟานมองว่า ร้านบีนส์ไม่ได้มองเกษตรกรเป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ แต่ร้านให้ความสำคัญกับเกษตรกรในฐานะพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจที่ต้องเติบโตไปด้วยกัน หมายถึงการที่มีทุกฝ่ายในห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ต้องได้รับการยกระดับคุณภาพไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น แนวทางในการทำงานร่วมกับเกษตรกรของบีนส์จึงไม่ใช่การทำโครงการ CSR (Corporate Social Responsibility) แบบให้เปล่า แต่เป็นการเข้าไปช่วยเหลือและพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านโมเดล “Contact Farming” ซึ่งมีแนวทางหลักสองด้านที่ชัดเจน
1.การพัฒนาคุณภาพการผลิต โดยทีมงานของบีนส์ลงพื้นที่เข้าไปให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างจริงจังในด้านต่างๆ ได้แก่ การเลือกสายพันธุ์ ที่พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การดูแลดินและการปลูก โดยสอนวิธีการดูแลดินและการปลูกที่ถูกหลักเกษตรกรรม และการเก็บเกี่ยวและแปรรูป เน้นการเก็บเกี่ยวผลกาแฟที่สุกเต็มที่ รวมถึงการแปรรูปผลผลิตอย่างถูกวิธี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและรสชาติของเมล็ดกาแฟ
2.ให้ความสำคัญการสร้างรายได้ที่มั่นคง เมื่อเกษตรกรสามารถผลิตเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพสูงขึ้นได้ตามมาตรฐานที่กำหนด บีนส์ก็พร้อมที่จะรับซื้อผลผลิตเหล่านั้นในราคาที่สูงขึ้นตามไปด้วย เป็นการทำธุรกิจแบบไปกลับที่เป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย โดยคุณฟานเชื่อว่า ถ้าเราทำผลผลิตที่มันได้คุณภาพมากขึ้น จะทำให้เราสามารถซื้อเขาในราคาที่แพงขึ้นได้ และเมื่อของมันมีคุณภาพ เราสามารถมาทำราคาต่อได้
“เรามองชาวบ้านเป็นคู่ค้าทางธุรกิจ ไม่ใช่คนที่เราจะไปช่วย เราไปทำธุรกิจกับเขาเพื่อให้ความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น แม้ผลผลิตกาแฟของไทยจะไม่ได้มีปริมาณมากเท่าต่างประเทศ แต่ก็สามารถสร้างคุณภาพที่เหนือกว่าได้” คุณฟานกล่าว
คุณฟานระบุว่า ผลลัพธ์จากโมเดลธุรกิจนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในร้านกาแฟ หรือในไร่กาแฟเพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างอย่างแท้จริง เริ่มที่ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เมื่อเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตของพวกเขาก็ดีขึ้น ลูกหลานที่เคยไปทำงานในเมือง เมื่อเห็นว่าอาชีพเกษตรกรรมสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ พวกเขาก็จะกลับมาช่วยงานที่บ้านมากขึ้น ทำให้ชุมชนกลับมาคึกคักและเกิดการพัฒนาจากคนรุ่นใหม่
ต่อมาด้านความภาคภูมิใจ : เกษตรกรไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ผู้รับบริจาค แต่พวกเขามีความภาคภูมิใจที่ได้เป็น “คู่ค้า” ของแบรนด์กาแฟชั้นนำ ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์กาแฟคุณภาพสูง
และด้านวงการอุตสาหกรรม การที่บีนส์เข้าไปช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตกาแฟของเกษตรกร ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในภาพรวมของวงการกาแฟไทย ผู้ประกอบการรายอื่นก็ต้องยกระดับตามเพื่อรักษาคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยสามารถผลิตกาแฟที่มีคุณภาพสูงและแข่งขันในตลาดโลกได้
ในมุมมองของคุณฟาน การทำธุรกิจที่ยั่งยืนคือการ “ช่วยเหลือ” ที่เป็นมากกว่าการให้เงินบริจาค แต่คือการสร้างโอกาสและ empowering ให้กับคู่ค้า ทำให้พวกเขาเติบโตได้ด้วยตัวเอง ซึ่งนับเป็นแนวคิดที่แข็งแกร่งและเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในการทำธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ผลกำไร แต่ยังใส่ใจถึงการสร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างแท้จริง
ร้านกาแฟของทุกคนและเมนูที่ไร้เพดานราคา
หากถามว่าอะไรคือจุดเด่นที่ทำให้ “บีนส์” แตกต่างจากร้านกาแฟอื่นในตลาด คุณฟานให้คำตอบว่า มาจากแนวคิดเรื่อง “ร้านกาแฟของทุกคน” ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องราคาที่เข้าถึงได้ แต่คือการให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าทุกคนอย่างแท้จริง
คุณฟานมองว่า ลูกค้าแต่ละคนมีความชอบและรสนิยมที่แตกต่างกัน สิ่งที่บีนส์ทำ คือการจัดตัวเลือกเมนูที่มากพอที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าทุกคน เพราะไม่รู้ว่าลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านอยากกินกาแฟแบบไหน แต่บีนส์มีตัวเลือกให้ลูกค้าทุกท่าน
นอกจากนี้ ร้านกาแฟบีนส์ยังให้ลูกค้าสามารถเลือกเมล็ดกาแฟได้หลากหลายชนิดกว่า 20-30 ตัว ซึ่งแต่ละชนิดมีต้นทุนและรสชาติที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ราคาของกาแฟหนึ่งแก้วสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ 75 บาท สำหรับเมล็ดกาแฟคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงง่าย ไปจนถึง 150 บาทหรือมากกว่านั้น สำหรับกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม คุณฟานทิ้งท้ายว่า เห็นการเติบโตของร้านมา ก็รู้สึกภูมิใจและอยากให้คะแนนกับตนเอง หุ้นส่วน และทีมงานเยอะๆ เนื่องจากที่ผ่านมาร้านกาแฟบีนส์ยังไม่เคยทำแคมเปญการตลาดที่หวือหวา หรือจ้างดารา อินฟลูเลนเซอร์มารีวิว แต่ความสำเร็จทั้งหมดเกิดจากปากต่อปากของลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุน ประกอบกับความจริงใจที่ร้านส่งมอบให้ลูกค้า
ทั้งนี้ ตนเองไม่เคยบอกว่ากาแฟบีนส์ดีที่สุดในตลาดกาแฟของไทย แต่บอกลูกค้าได้ว่า คุณจะได้กาแฟที่ดีที่สุดในราคาที่คุณจ่าย เชื่อว่าแนวคิดนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นและกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง
และพร้อมส่งต่อร้านกาแฟที่จริงใจ ให้ติดตลาดได้ไกลยิ่งกว่าเดิม!!

