หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ. ควงผู้ส่ง...

พณ. ควงผู้ส่งออก บินญี่ปุ่น ถกกระทรวงเกษตร รักษาส่วนแบ่งตลาดนำเข้าข้าวไทย

7.09.25 | 11:34 น.

พณ. ควงผู้ส่งออก บินญี่ปุ่น ถกกระทรวงเกษตร รักษาส่วนแบ่งตลาดนำเข้าข้าวไทย

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน ตนนำคณะกรมฯและสมาคมผู้ส่งออกข้าวเยือนประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือกระทรวงเกษตรของญี่ปุ่นและผู้นำเข้าข้าวไทย รวมถึงสำรวจตลาดข้าวไทยในญี่ปุ่น โดยประเด็นการหารือครั้งนี้ ได้แก่ ขอให้ญี่ปุ่นคงสัดส่วนนำเข้าข้าวไทยที่ตามกรอบ WTO กำหนดให้ญี่ปุ่นเปิดนำเข้าข้าวปีละ 7.7 แสนตัน ซึ่งไทยมีส่วนแบ่งเกินครึ่งในกรอบนี้

อีกทั้งก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นขอให้ไทยทบทวนเงื่อนไขนำเข้าข้าวญี่ปุ่นสำหรับร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ที่เดิมกำหนดครั้งละไม่เกิน 100 ตันต่อปีต่อราย เป็น 200-300 ตันต่อปีต่อราย รองรับร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยที่มีการขยายตัวของการทำธุรกิจ จากนั้นช่วง 18-19 กันยายนจะเดินทางไปปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อหารือซื้อขายข้าวตามสัญญาจีทูจีที่คงค้างอีก 2.8 แสนตัน พร้อมกับสำรวจตลาด

“กรมจะจับมือผู้ส่งออกในการผลักดันส่งออกข้าวในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งปีนี้ที่ 7.5 ล้านตัน จาก 7 เดือนแรกส่งออกได้เกิน 4.3 ล้านตัน“ นางอารดากล่าว

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกข้าวไทย ว่า เบื้องต้นปริมาณส่งออกข้าวไทยเดือนสิงหาคมประมาณ 8 แสนตัน ส่งผลให้ 7 เดือนแรกไทยส่งออกข้าวไปทั่วโลกแล้วกว่า 4.2 ล้านตัน และมีโอกาสที่การส่งออกทั้งปี 2568 ได้ตามเป้าหมาย 7.5 ล้านตัน ปัจจัยที่ยังทำให้ข้าวไทยส่งออกได้ในระดับค่อนข้างดี เนื่องจากราคาข้าวไทยโดยเฉพาะข้าวขาวราคาต่ำกว่าปีก่อนและต่ำกว่าคู่แข่งสำคัญ อาทิ ข้าวขาว 5% ราคาส่งออกของไทยอยู่ที่ตันละ 350 เหรียญสหรัฐ เวียดนามอยู่ที่ 375 เหรียญสหรัฐ อินเดีย 365 เหรียญสหรัฐ

Advertisement

ซึ่งราคาข้าวไทยต่ำลงเพราะประเทศนำเข้าสำคัญหยุดการนำเข้า หรือลดปริมาณนำเข้า โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังสูงกว่าปีก่อนๆ คาดว่ามีสต๊อกข้าวสารส่วนเกินในประเทศรอการระบายประมาณ 5 ล้านตัน เทียบกับปริมาณส่งออกที่หดตัวในปีนี้แล้ว 10 ล้านตัน โดยที่ยังไม่รวมกับผลผลิตข้าวเปลือกนาปี 2568/69 คาดว่าจะมีผลผลิตที่มากกว่าปีก่อนเช่นกัน

นายชูเกียรติกล่าวต่อว่า สถานการณ์ส่งออกข้าว 5 เดือนหลังของปีนี้ยังมีปัจจัยกดดันหลายด้าน หลักๆ คือสหรัฐกำลังไล่เจรจากับประเทศคู่ค้าที่สหรัฐต้องนำเข้า เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งสหรัฐพยายามเจรจาให้ญี่ปุ่นเปิดเสรีนำเข้าข้าวจากสหรัฐ จากปัจจุบันญี่ปุ่นนำเข้าข้าวภายใต้ข้อกำหนด WTO รวม 7 แสนตัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าจากไทย 50% และสหรัฐ 50% ก็กังวลว่าญี่ปุ่นอาจใช้การปรับสัดส่วนการนำเข้าจากสหรัฐมากขึ้น จะกระทบต่อปริมาณส่งออกของไทยไปญี่ปุ่นจากต่อปีกว่า 3.5 แสนตันลดลง และมีผลกระทบต่อข้าวขาวของไทย โดยตนจะเดินทางไปญี่ปุ่นร่วมคณะกับกรมการค้าต่างประเทศต้นสัปดาห์หน้า เพื่อหารือและติดตามในประเด็นนี้กับกระทรวงเกษตรและการค้าของญี่ปุ่น

“เอกชนกังวลว่าไม่แค่ญี่ปุ่นที่สหรัฐจะใช้เจรจาเรื่องอัตราตอบโต้ภาษีนำเข้ามาเป็นธงเจรจาเพิ่มการนำเข้าข้าวสหรัฐแค่ประเทศเดียว ประเทศอื่นก็อาจเจอแบบเดียวกัน จึงเป็นประเด็นที่ไทยต้องติดตามและตั้งรับด้วย“ นายชูเกียรติกล่าว

นายชูเกียรติกล่าวต่อว่า สำหรับปัจจัยกดดันต่อไปคือ ค่าเงินบาทผันผวนและทิศทางแข็งค่ายิ่งทำให้ความสามารถแข่งขันด้านราคาข้าวไทยยากขึ้น เอกชนที่ยังค้าขายได้เพราะมีฐานลูกค้าที่เชื่อมั่นข้าวไทยและราคาข้าวในประเทศต่ำลง แต่หากราคาข้าวสูงจะเหนื่อยมากที่จะผลักดันส่งออกและรับซื้อต้นข้าวในประเทศสูงขึ้น อีกปัจจัยคือเสถียรภาพทางการเมือง เพราะกว่าจะได้รัฐบาลและ ครม.ใหม่ หรือการเมืองเปลี่ยนแปลงก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4-6 เดือน

“ส่งออกปีหน้า 2569 จะเป็นอย่างไรต้องติดตามเรื่องกระแสอินเดียเร่งระบายข้าวในสต๊อก 20 ล้านตันเมื่อไหร่ ซึ่งเบื้องต้นราคาจะอยู่ที่ตันละ 320 เหรียญสหรัฐ ต้องดูผลการเจรจาของสหรัฐในเรื่องภาษีกับประเทศคู่ค้า และปัญหาความขัดแย้งทางเมืองในไทยเองด้วย ถือว่าการค้าการส่งออกข้าวไทยปีหน้าเจอมรสุมอีกปี จากปีนี้เป็นที่ชัดเจนไทยหลุดมาเป็นประเทศส่งออกข้าวอันดับ 3 ของโลก รองจากอินเดียและเวียดนาม“ นายชูเกียรติกล่าว