หน้าแรก เศรษฐกิจ วัดใจนโยบายค่...

วัดใจนโยบายค่าโดยสาร ‘รบ.อนุทิน’ หลังรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายสะดุด…ไม่ถึงฝัน

8.09.25 | 11:17 น.
รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

จากสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนขั้ว ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทยทำให้นโยบายเรือธงหลายๆ นโยบายของพรรคเพื่อไทย อาทิ “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ถูกคาดการณ์ว่าจะถูกปัดตกทันที

ซึ่งนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ที่ผ่านมามีทั้งเสียงหนุนจากผู้เดินทางที่ทราบกันดีว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าของไทยค่อนข้างสูง จึงคาดหวังนโยบายนี้อย่างมาก ขณะเดียวกันก็มีเสียงต้านจากหลายฝ่ายที่มองว่าใช้งบประมาณสูงเกินไป และมีแค่ชาว กทม.ที่ได้ประโยชน์

เดิมรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายกำหนดให้เริ่มบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2568 จากนั้นถูกเลื่อนเป็น 15 พฤศจิกายน 2568 เพราะติดขัดเรื่องกฎหมายรองรับ

เมื่อนโยบายนี้มีแนวโน้มไม่ไปต่อ ทำความหวังที่จะได้เดินทางในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิมต้องหยุดชะงักลง คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นต่อไปคือ นโยบายนี้เรื่องค่าโดยสารของรัฐบาลชุดใหม่จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร และจะมีแนวทางในการจัดการอย่างไร

⦁ย้อนเส้นทางรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

Advertisement

ปัจจุบันราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าในประเทศไทยจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสายและจำนวนสถานีที่เดินทาง โดยอัตราค่าโดยสารมีการปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาและนโยบายของแต่ละผู้ให้บริการซึ่งสามารถสรุปเป็นราคาเฉลี่ยและเรตราคาคร่าวๆ ได้ดังนี้

ค่าโดยสารสำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) เริ่มต้น 17 บาทและมีเพดานสูงสุด ไม่เกิน 62 บาทต่อเที่ยว รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน) อัตราค่าโดยสาร เริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดที่ 45 บาท รถไฟฟ้า MRT (สายสีม่วง) และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง อัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย รถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) อัตราค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 15 บาท และสูงสุดที่ 45 บาทเช่นเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ที่มีอัตราค่าโดยสารเฉลี่ยเท่ากัน

ทำให้ผู้โดยสารต่างรู้สึกว่า “แพง” เพราะค่าโดยสารสะสมสูง โดยเฉพาะกรณีต้องต่อหลายสาย และจากการเปรียบเทียบกับระบบขนส่งในต่างประเทศที่ได้ราคาถูกกว่า

ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเดินหน้าลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดค่าครองชีพการเดินทางของประชาชน

หากเรียงลำดับไทม์ไลน์ตั้งแต่ต้น รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จากนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างละเอียด ก็เริ่มตั้งแต่พรรคเพื่อไทยนำนโยบายนี้มาเป็นวาระสำคัญตั้งแต่ช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง และมีการผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

จุดเริ่มต้นการหาเสียงและประกาศนโยบาย (2566) ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปีเดียวกัน พรรคเพื่อไทยนำเสนอนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายเป็นหนึ่งในนโยบาย “เรือธง” ที่ได้รับความสนใจอย่างสูงจากประชาชน โดยให้คำมั่นว่าจะสามารถทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสาย ทุกเส้นทาง และตลอดวัน อยู่ที่ราคา 20 บาทเท่านั้น

ต่อมาช่วงปลายปี 2566 หลังจากจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ รัฐบาลใหม่ภายใต้การบริหารของพรรคเพื่อไทยได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยยืนยันที่จะเดินหน้าโครงการนี้และตั้งเป้าหมายจะเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการภายในปี 2568 กระทั่งได้มีการนำร่อง 2 สาย ได้แก่ สายสีม่วงและสายสีแดง ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ

จากนั้นเข้าสู่ช่วงปี 2567 กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เริ่มต้นการศึกษาและเตรียมการเพื่อหาแนวทางปฏิบัติ โดยมีการหารือถึงรูปแบบการร่วมทุน, แหล่งเงินทุนในการชดเชยรายได้ให้กับผู้ประกอบการ และการแก้ไขกฎหมายที่จำเป็น ซึ่งก็ได้ทำการศึกษาแนวทางหลายรูปแบบ รวมถึงการนำโมเดลค่าโดยสารรถไฟฟ้าของต่างประเทศเข้ามาศึกษาเช่นกัน

การดำเนินการเข้าสู่ช่วงต้นปี 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการของนโยบายนี้อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้กับรถไฟฟ้า 13 เส้นทาง ครอบคลุมระยะทางกว่า 279 กิโลเมตร และตั้งเป้าว่าจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยจะมีการชดเชยรายได้ให้กับผู้ประกอบการผ่านกองทุนตั๋วร่วม

ต่อมาในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 การดำเนินการเริ่มมีความคืบหน้า โดยมีการประกาศเปิดให้ประชาชนสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิผ่านแอพพลิเคชั่น “ทางรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม2568 เป็นต้นไป เพื่อเตรียมความพร้อมของฐานข้อมูลผู้ใช้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าการดำเนินการด้านกฎหมายยังไม่แล้วเสร็จซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้โครงการไม่สามารถเดินหน้าได้ตามกำหนด

แต่แล้วกันยายน ปี 2568 กระทรวงคมนาคมประกาศเลื่อนกำหนดการเริ่มใช้จากเดิมวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ออกไป และคาดว่าจะเคาะในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 โดยให้เหตุผลหลักว่ากระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายที่จำเป็น 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง,พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และ พ.ร.บ.การจัดการระบบตั๋วร่วม ยังไม่แล้วเสร็จ และต้องรอการอนุมัติจากสภา รวมถึงต้องใช้เวลาในขั้นตอนการพิจารณากฎหมายและกระบวนการประกาศใช้ที่ต้องผ่านทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามนโยบายนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ นอกจากความล่าช้าด้านกฎหมายแล้ว นโยบายนี้ยังมีความท้าทายในเรื่องภาระงบประมาณที่รัฐบาลต้องอุดหนุนเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจสูงถึง 10,000-15,000 ล้านบาทต่อปี

รวมถึงความซับซ้อนของสัญญาการเดินรถที่แตกต่างกันในแต่ละเส้นทาง ซึ่งเป็นการบ้านก้อนใหญ่ที่รัฐบาลต้องกลับไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถทำนโยบายนี้ให้สำเร็จได้จริงในระยะยาว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ตั้งตารอคอยนโยบายนี้

⦁การเมืองพลิกทุกอย่างอาจเปลี่ยน

หลังจากที่มีการพลิกผันทางการเมืองส่งผลให้นโยบายนี้อาจกลายเป็นฝันค้าง ต้องจบไปพร้อมกับรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย แต่อย่างไรก็ตามนโยบายนี้ก็ยังคงเปิดบริการให้ประชาชนได้ใช้บางสาย ซึ่งถือว่ายังพอต่อลมหายใจได้บ้าง ไม่ถึงกับหายจากไปทันที

เนื่องจากไม่นานมานี้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เน้นย้ำว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วงที่นำร่องใช้อัตราค่าโดยสาร 20 บาท ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องขอต่ออายุเป็นรายปีเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากได้มีการปรับมติให้สามารถขยายระยะเวลาได้ยาวไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้แล้วจนกว่ามีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ

ในส่วนสายอื่น มนพร เจริญศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุขณะนี้ตัว พ.ร.บ.การขนส่งทางราง กำลังอยู่ในการพิจารณาชั้นของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในส่วนของ พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เตรียมส่งเรื่องให้สมาชิกวุฒิสภาบรรจุเข้าวาระในวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2568 หากกฎหมาย 3 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายก็สามารถดำเนินโครงการต่อได้

แต่การเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลครั้งนี้ค่อนข้างเร็วและอาจทำให้นโยบายนี้เข้าสู่จุดที่ต้องลุ้นอยู่ดี เพราะนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายนี้ จะมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยให้กับเอกชนผู้รับสัมปทานสูง คาดว่าจะชะลอโครงการไว้ก่อนจนกว่าจะมีกฎหมายรองรับชัดเจน

และหลังจากรัฐบาลจริงชุดใหม่เข้ามาบริหารอย่างเป็นทางการ ผู้นำรัฐบาลครั้งนี้ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย แต่เป็นพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีนโยบายด้านคมนาคมที่แตกต่างกับพรรคเพื่อไทยในบางจุด

โดยนโยบายด้านคมนาคม พรรคภูมิใจไทยจะเน้นหลักในส่วนของรถเมล์ไฟฟ้า ลด PM2.5 เป็นการเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะจากรถใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาเป็นรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมประเทศด้วยนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

ทั้งนี้ จะมุ่งเปลี่ยนรถเก่าๆ หรือรถร้อนมาเป็นรถไฟฟ้า เพื่อเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชาชน โดยจะตั้งเพดานค่าโดยสารเริ่มต้น 10 บาท สูงสุด 40 บาท ทุกเที่ยว ทุกสาย ตลอดวัน เพื่อให้เข้าถึงการให้บริการโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสก็สามารถเข้าถึงการให้บริการ

หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถทำให้ทั้งสองด้านเดินหน้าไปพร้อมกันได้ ก็จะเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปคมนาคมไทยอย่างแท้จริง แต่ท้ายสุด พรรคที่มีอำนาจสูงสุดในการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะไปต่อสองด้าน หรือสลัดออกทางหนึ่ง ซึ่งทางที่รัฐบาลจะต้องเก็บและดำเนินการจะต้องเป็นนโยบายหลักของพรรคตนเองแต่ต้น

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ประชาชนที่ลงทะเบียนรถไฟฟ้า 20 บาทไว้จะไม่ได้จ่ายราคานี้ แม้รถไฟฟ้าจะเป็นขนส่งสาธารณะในเมืองหลวงที่ประชาชนใช้สัญจรทุกวัน และอัตราการใช้ของประชาชนยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสะดวกและรวดเร็ว และยังไม่ต้องไปเผชิญกับรถติดบนท้องถนน

⦁เสียงจากนักวิชาการและผู้บริโภค

สำรวจเสียงจากนักวิชาการและผู้บริโภคต่างหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การบริหารของพรรคภูมิใจไทย จะให้ความสำคัญกับการปรับลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าเช่นกัน

เริ่มที่ สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุนโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการสานต่อนโยบายของรัฐบาลใหม่ เนื่องจากปัจจุบันยังคงค้างอยู่ในขั้นตอนการเตรียมการและยังไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง และแม้รัฐบาลที่ผ่านมาจะมีการผลักดันนโยบายดังกล่าว แต่ก็ยังไม่สามารถประกาศใช้ได้อย่างเป็นทางการ และคาดว่าคงต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารจัดการ

“ส่วนตัวมองว่าการมี ‘ระบบตั๋วร่วม’ ในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องที่จำเป็นและควรดำเนินการ แต่ราคาอาจไม่จำเป็นต้องเป็น 20 บาทตลอดสายก็ได้ เพียงแต่ควรปรับลดให้ค่าโดยสารโดยรวมถูกลง เนื่องจากปัจจุบันค่าโดยสารค่อนข้างสูงเกินไป โดยเฉพาะเมื่อมีการเดินทางเชื่อมต่อหลายสาย” สุเมธให้มุมมอง

ด้านเสียงจากสภาองค์กรของผู้บริโภค สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้ร่วมผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อทำให้ภาคประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน จึงได้จัดทำแถลงการณ์เสนอทางออกขับเคลื่อนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทให้เดินหน้าได้ตามแผน ด้วยการให้รัฐบาลนำงบประมาณ 34,000 ล้านบาท ที่กระทรวงคมนาคมได้ตั้งไว้ในการดำเนินโครงการทางด่วนสองชั้น มาผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท สร้างผลดีทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้าถึงบริการสาธารณะ

สารีระบุเหตุผลของการเสนอให้รัฐบาลนำงบประมาณ 34,000 ล้านบาท ปรับเปลี่ยนมาใช้เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรถไฟฟ้านั้นมีเหตุผลสำคัญๆ 2 ประการ ประการแรกคือ การสร้างทางด่วนสองชั้นนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครได้จริง เนื่องจากการเพิ่มพื้นที่ทางด่วนเป็นการทำให้ผู้ที่สัญจรไปมาพึ่งพิงการใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น ประการที่สองคือ หากนำงบประมาณส่วนนี้มาปรับเปลี่ยนเพื่อให้บริการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะสนับสนุนให้ประชาชนใช้บริการรถสาธารณะที่สะดวกรวดเร็วในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้มากขึ้น เป็นการคำนึงถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงของผู้บริโภคและประเทศชาติโดยรวม ในขณะที่การสร้างถนนทางด่วนสองชั้นที่เกินความจำเป็นและไม่สามารถแก้ปัญหาการจราจรได้จริง

“สภาผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่า นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ถือเป็นทางออกสำคัญในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ก้าวสู่การใช้พลังงานสะอาด พร้อมลดค่าครองชีพ เพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะให้กับประชาชนทุกคน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ว่า ระบบขนส่งสาธารณะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคทุกคน” สารีทิ้งท้าย

ตามลุ้นกันว่า รัฐบาลใหม่จะผลักดันนโยบายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าต่อไป หรือพับเก็บไปพร้อมกับพรรคเพื่อไทย!!