แม้บรรยากาศการเมืองจะเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนขั้ว แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนเชื่อมั่นประเทศไทย คือ นโยบายด้านการลงทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลง มุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่ออยู่ร่วมกับประชาชนคนไทยอย่างยั่งยืน
หน่วยงานหลักด้านการลงทุน อย่าง กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ล่าสุดยังคงเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมดี พร้อมปราบปรามอุตสาหกรรมที่เกเร เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย
พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้สัมภาษณ์ มติชน ถึงนโยบายการยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมไทย
⦁โรงงานมุ่งปลอดภัยดูแลสิ่งแวดล้อม
อธิบดีพรยศระบุ กรมโรงงานอยู่ระหว่างตรวจเข้มโรงงานที่ก่อเหตุเดือดร้อนแก่ชุมชนและสร้างผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงโรงงานที่มีเหตุร้องเรียนซ้ำซาก และการจ้างเหมาบริการกำจัด/บำบัด สิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วและของเสียเคมีวัตถุที่ตกค้างในพื้นที่ที่มีการลักลอบทิ้งหรือจัดการที่ไม่เหมาะสม โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำทิ้งในพื้นที่อ่อนไหวสูง เช่น มาตรการลดการใช้น้ำและการจัดการน้ำเสียถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีน้ำอุตสาหกรรมและการจัดการน้ำเสียของโรงงานมากกว่า 30 โรงงาน การตรวจกำกับดูแลโรงงานที่ได้รับการอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยเครื่องจักร และกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย จากเป้าหมาย 8,000 โรงงาน ตรวจกำกับแล้ว 5,154 โรงงาน คิดเป็น 64.4%
รวมถึงการยกระดับโรงงานเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมไทย ยกระดับสู่ Green Culture ตลอดจน Green Network ได้ 50,221 โรงงาน จากเป้าหมาย 63,654 โรงงาน คิดเป็น 91% รวมถึงการส่งเสริม Supply Chain มุ่งสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero Emission การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยนำความร้อนทิ้งของระบบทำความเย็นมาใช้ประโยชน์ด้วย Ammonia Heat Pump เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ 4,098.54 tCO2eq/ปี ขยายผลในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 183,990.72 tCO2eq/ปี
อีกทั้งเน้นการกำกับดูแลอย่างเข้มงวดด้านมลพิษอากาศที่ระบายจากปล่องระบายอากาศของโรงงาน โดยจะมีการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การติดตั้ง CEMS โรงงานในเขตกรุงเทพมหานคร ติดตามโรงงานที่เข้าข่ายตามประกาศฯ ที่ต้องติดตั้ง CEMS ให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธันวาคม 2568 เพื่อลดการปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5
นอกจากนี้ กรอ.กำลังเร่งตรวจสอบโรงงานให้ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อป้องกันและปราบปรามผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสใช้สิทธิประโยชน์ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมเสรี (Free Zone) ในการดำเนินกิจการที่ผิดกฎหมาย โดย กรอ.เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานบริเวณคลังสินค้าทัณฑ์บน เขตปลอดอากร เพราะผู้ประกอบการบางส่วนอาศัยช่องว่างของกฎหมายในเขต Free Zone ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ในการประกอบกิจการโดยไม่ได้แจ้งขออนุญาตอย่างถูกต้อง ทำให้เกิดปัญหาทั้งด้านความปลอดภัยโรงงาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กรอ.ได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบโรงงาน จะมีการบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และกรมศุลกากร เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกสินค้าการขออนุญาตประกอบกิจการ และการปฏิบัติกฎหมายต่างๆ อย่างถูกต้อง
⦁ยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ
อธิบดีพรยศระบุด้วยว่า กรมโรงงานยังคงมุ่งมั่นส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้า “Made in Thailand” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายอีกด้วย โดยข้อมูลการขอรับใบอนุญาตและขยายกิจการในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 มีโรงงานขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการและขยายกิจการรวมแล้วกว่า 898 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 120,418 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่ 31,045 อัตรา
กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการขออนุญาตประกอบกิจการใหม่ 5 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก ขณะที่อุตสาหกรรมที่มีการขยายโรงงานมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตยานพาหนะและอุปกรณ์ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมการพิมพ์ การเย็บเล่ม ทำปก หรือการทำแม่พิมพ์
⦁แพลตฟอร์มดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพงาน
อธิบดีพรยศระบุ กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีนโยบายยกระดับการให้บริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปี 2569 มากกว่า 200 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ ซึ่งงบประมาณดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ
การลงทุนครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนา “แพลตฟอร์มดิจิทัล” เพื่อพัฒนาการบริการและการปฏิบัติงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อให้บริการด้านดิจิทัลแบบครบวงจรแก่ผู้ประกอบการและประชาชน โดยครอบคลุมการดำเนินการภายใต้กฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย และกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่องจักร
การพัฒนาแพลตฟอร์มนี้มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มศักยภาพด้านการกำกับดูแลผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านโรงงาน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย รวมถึงการยกระดับคุณภาพของงานบริการดิจิทัลให้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น และที่สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานระบบดิจิทัลแก่ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป เพื่อให้มั่นใจว่าการทำธุรกรรมและการเข้าถึงข้อมูลจะเป็นไปอย่างปลอดภัยและโปร่งใส การทุ่มงบประมาณครั้งใหญ่นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกรมโรงงานอุตสาหกรรมในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 อย่างแท้จริง โดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ
⦁บูรณาการหลายหน่วยงานยกระดับอุตฯ
อธิบดีพรยศระบุอีกว่า กรมโรงงานยังมีการให้ความร่วมมือในการบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานภายนอก โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการพัฒนาผู้ประกอบการดังนี้
1.การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่ระดับ 4.0 ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและส่งเสริมการประยุกต์ใช้งาน Thailand i4.0 Index เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0 รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรม 4.0 และการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลเครื่องจักรของประเทศ
2.การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการเชื่อมโยงเพื่อแจ้งข้อมูลการจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการแจ้งและรับข้อมูลการจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจที่มีทรัพย์สินมีทะเบียนเป็นหลักประกัน
3.การลงนามบันทึกความร่วมมือการส่งเสริมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม ระหว่างการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัลและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ หรือประชาชนผู้สนใจประกอบธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายผลธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน และยังเน้นให้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างบุคลากรของทุกฝ่าย ตลอดจนภาคเอกชน
“กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังคงมุ่งมั่นยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน เน้นการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ตรงตามเป้าหมายให้เกิดประโยชน์สูงสุดและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็วและโปร่งใส โดยปีงบประมาณ 2568 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ 97.47 คะแนน สูงกว่าปีที่แล้ว เป็นผลจากการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการ เน้นความโปร่งใส และมีคุณธรรมในการปฏิบัติงานภาครัฐ” อธิบดีพรยศทิ้งท้าย

