นักวิชาการ เตือนสินค้าไทย ยังถูกเก็บภาษีทรัมป์ แม้ศาลฎีกาสหรัฐฯระงับ เหลือเวลาปรับตัว 5 เดือน
เมื่อวันที่ 8 กันยายน รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวถึงกรณีสินค้าไทยยังถูกเก็บภาษีทรัมป์ แม้ศาลฎีกาสหรัฐฯระงับ นั้น ขอลงในรายละเอียด ดังนี้
1.ภาษีทรัมป์ไปต่อหรือพอแค่นี้
การประกาศวันปลดปล่อย (Liberation Day) ของประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 ภายใต้กฎหมาย IEEPA ว่า “เศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะวิกฤต” ต่อมามีการฟ้องศาลการค้าระหว่างประเทศ (Court of International Trade : CIT) เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2568 โดยกลุ่มผู้นำเข้าไวน์ เหล้า เครื่องออกกำลังกาย และวัสดุก่อสร้าง ผลทำให้ศาลอุทธรณ์ตัดสินเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 (ยืนยันตามศาลชั้นต้น) ว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจตาม IEEPA อำนาจการขึ้นภาษีนำเข้าเป็นของสภาคองเกรส รัฐบาลทรัมป์อุทธรณ์ศาลฎีกาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ทำให้ ณ ขณะนี้ ภาษีทรัมป์จึงมีความไม่แน่นอนสูงที่ส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไทย และโลก หากศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจตามศาลชั้นต้น และอุทธรณ์ ดังกล่าว ประเทศต่างๆ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าจะถูกยกเลิกทันที แต่หากศาลฎีกาตัดสินว่า รัฐบาลทรัมป์มีอำนาจภาษีทรัมป์ก็ยังเก็บเหมือนเดิม ต้องลุ้นผลคำตัดสินใจของศาลฎีกาปลายปี 2025 (อย่างเร็ว) และกลางปี 2026 (อย่างช้า) อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังมีเครื่องมือทางภาษีอื่นที่สามารถนำมาใช้แทนอีก
2.ก่อนวันตัดสินศาลฎีกา สหรัฐฯ ยังเก็บภาษีนำเข้า
ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสิน ไทยและประเทศคู่ค้าสหรัฐฯ ที่ถูกเก็บภาษีนำเข้า ยังต้องจ่ายภาษีนำเข้าให้สหรัฐฯเหมือนเดิม เพราะทรัมป์ขอให้ศาลฎีกาคงสถานะการเก็บภาษีนำเข้าออกไป ทำให้กรอบระยะเวลาการเก็บภาษีทรัมป์เบื้องต้น มากกว่า 8 เดือน นับจากเดือนกันยายน 2568 จนถึงวันตัดสินของศาลฎีกา
3.ศาลฎีกาสหรัฐฯ ยกเลิก “เศรษฐกิจสหรัฐฯทรุด” “ไทยยังถูกเก็บภาษี”
1.หากศาลฎีกาสหรัฐฯ ยกเลิกภาษีทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐฯจะต้องจ่ายเงินคืนแก่ผู้ประกอบการนำเข้าของสหรัฐฯ 700 พันล้านเหรียญ ถึง 1 ล้านล้านเหรียญ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ เพราะรัฐบาลต้องกู้ยืมเพิ่มเพื่อมาจ่ายเงินก้อนดังกล่าว โดยการออกพันธบัตร ทำให้หนี้สาธารณะสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอีก 3% จาก 37 ล้านล้านเหรียญ เป็น 38 ล้านล้านเหรียญ ส่งผลดอลล่าร์อ่อนค่า ทิศทางดอกเบี้ยจะปรับลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
2.กฎหมาย Smoot-Hawley (1930) หรือ Tariff Act จะถูกนำมาใช้แทน กม. IEEPA ทรัมป์ ผ่านทาง ม.338 โดย ปธน.ทรัมป์มีอำนาจในการเก็บภาษีตอบโต้สูงสุด 50% ต่อสินค้านำเข้าจากประเทศนั้นๆ ไม่มีข้อจำกัดจำนวนสินค้า เป็นระยะเวลา 5 เดิอน หากนับกรอบระยะเวลา แสดงว่าสินค้าไทยยังถูกเก็บ อย่างน้อย 1 ปี หลังจากนี้
3.ดีลการค้าไทยกับสหรัฐฯยังอยู่ การเปิดตลาด 0% ให้สินค้าสหรัฐฯ ยังคงอยู่ต่อไป เพราะไม่เกี่ยวกับผลการตัดสินของศาลฎีกาที่ยกเลิกอำนาจทรัมป์ (คนละประเด็น)
ฉากทัศน์ภาษีทรัมป์ จากผลการตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ตาม กม. IEEPA
- ประเด็น ทรัมป์มีอำนาจ (เก็บภาษีต่อได้) ทรัมป์ไม่มีอำนาจ (ยกเลิกภาษี)
- ภาษีทรัมป์ เก็บภาษีตอบโต้ ยกเลิกภาษีตอบโต้
- ดีลการค้า ยังอยู่ ยังอยู่
- เครื่องมือทางภาษีตาม กม.อื่น ม.232 201 และ 301 ม.338 ตาม Smoot-Hawley (1930) หรือ Tariff Act และ กม.อื่นๆ
สำหรับ ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลใหม่ นั้น
1.ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะตัดสินออกมาอย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกไทยยังต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงการค้าโลกต่อไป ภายใต้ภาษีทรัมป์ เพราะยังคงถูกเก็บภาษีทรัมป์ต่อไป
2.เร่งปรับตัวเพื่อเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตของกลุ่ม BRICS
3.เร่งทำ FTA กับตลาดอื่นๆ เพิ่มเติมจากที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้มีผล จำกัดเวลาเพียง 5 เดือน

