⦁จุดกำเนิดของ ECO Sticker
ในปี 2559 ประเทศไทยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ จากระบบเดิมซึ่งจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามความจุกระบอกสูบของรถยนต์ มาเป็น การจัดเก็บภาษีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) ของรถยนต์ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยพัฒนาไปสู่เป้าหมาย Sustainable Mobility ซึ่งหมายถึงรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปล่อยสารมลพิษต่ำ และมีความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่ โดย “รถยนต์ที่ปล่อย CO2 ในปริมาณต่ำ และมีระบบ Active Safety จะจ่ายภาษีสรรพสามิตในอัตราน้อยกว่ารถยนต์ที่ปล่อย CO2 ในปริมาณสูง”
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีครั้งนี้ ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ภายใต้ระบบเดิม เจ้าหน้าที่รัฐสามารถดูข้อมูลขนาดความจุกระบอกสูบของรถยนต์ (หน่วยซีซี) จากแคตตาล็อกหรือคู่มือรถ เพื่อกำหนดอัตราภาษีได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อเปลี่ยนระบบภาษีใหม่มาจัดเก็บตามค่า CO2 หมายความว่า ผู้จำหน่ายรถยนต์จะต้องนำรถยนต์ไปทดสอบ เพื่อให้ได้ผลทดสอบค่า CO2 (หน่วยกรัมต่อกิโลเมตร) และผลทดสอบ Active Safety นำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อกำหนดอัตราภาษี โดยปัญหาหลักคือ เจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านการทดสอบค่า CO2 หรือ Active Safety จึงไม่มั่นใจว่า ผลทดสอบที่ผู้จำหน่ายรถยนต์นำมาแสดงนั้นถูกต้องหรือไม่?
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม พัฒนา ECO Sticker หรือป้ายข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ และสร้างความโปร่งใสในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต กระทรวงอุตสาหกรรมจึงกำหนดให้แสดงค่า CO2, ระบบ Active Safety, ราคาขายปลีกแนะนำ และอัตราภาษีสรรพสามิตของรถยนต์บน ECO Sticker เพื่อให้ง่ายต่อการจัดเก็บภาษี รวมทั้งกำหนดให้ผู้จำหน่ายรถยนต์ (ทั้งผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้า) จะต้องนำรถยนต์ไปวิ่งทดสอบค่า CO2 บนแชสซีส์ไดนาโมมิเตอร์ ในห้องปฏิบัติการ ตามมาตรฐานสากลเดียวกัน (UN R83 หรือ UN R101) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี ระหว่างรถยนต์ผลิตในประเทศไทยและรถยนต์นำเข้าซึ่งผลิตจากต่างประเทศ หลังจากนั้น จะต้องนำผลทดสอบค่า CO2 มาใช้ประกอบการยื่นขอ ECO Sticker สำหรับรถยนต์แต่ละรุ่น โดยผลทดสอบค่า CO2 จะถูกตรวจสอบรับรองโดยกระทรวงอุตสาหกรรม (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม) และ/หรือ หน่วยงานควบคุมทางเทคนิค (Technical Service) เพื่อให้มั่นใจว่า ค่า CO2 มีความถูกต้อง ก่อนออกเป็น ECO Sticker เพื่อนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการชำระภาษีสรรพสามิตต่อไป
⦁คุณสมบัติด้าน “สะอาด ประหยัด ปลอดภัย” บน ECO Sticker
ECO Sticker ประกอบด้วยข้อมูล 5 ส่วน ได้แก่ 1) ข้อมูลคุณสมบัติในด้าน “สะอาด ประหยัด ปลอดภัย” 2) ข้อมูลพื้นฐานของรถยนต์ เช่น เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ประเภทเชื้อเพลิง เป็นต้น 3) อุปกรณ์ที่ติดตั้งจากโรงงาน ซึ่งมาพร้อมกับรถยนต์ 4) ข้อมูลผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ได้แก่ ที่อยู่ และเว็บไซต์ และ 5) ราคาขายปลีกแนะนำและภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บ โดยข้อมูลคุณสมบัติในด้าน “สะอาด ประหยัด ปลอดภัย” มีรายละเอียดสำคัญดังนี้
“สะอาด” : รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ทั่วไปจะมีการปล่อยก๊าซ CO2 และสารมลพิษออกมาทางท่อไอเสีย โดยก๊าซ CO2 เป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ส่วนสารมลพิษจากท่อไอเสียจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่สูดดมสารเข้าไป เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ทำให้เกิดอาการวิงเวียนและอ่อนเพลีย หรือออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น ดังนั้น เมื่อพูดถึง รถยนต์ “สะอาด” จึงหมายถึงรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซ CO2 ในปริมาณต่ำ และผ่านมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนด
“ประหยัด” : รถยนต์ “ประหยัด” คือ รถยนต์ ที่มีอัตราการใช้น้ำมันน้อย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ขับขี่ โดย ECO Sticker จะแสดงอัตราการใช้น้ำมัน (หน่วย ลิตร/100 กิโลเมตร หรือกิโลเมตรต่อลิตร) ใน 3 สภาวะด้วยกัน ได้แก่ สภาวะรวม สภาวะในเมือง และสภาวะนอกเมือง โดยอัตราการใช้น้ำมันที่แสดงบน ECO Sticker นั้น จะได้มาพร้อมกับการทดสอบค่า CO2 ซึ่งต้องนำรถยนต์ไปวิ่งทดสอบบนแชสซีส์ไดนาโมมิเตอร์ ในห้องปฏิบัติการ ตามมาตรฐานสากล ซึ่งค่าทั้งสองจะมีความสัมพันธ์กันทางตรง กล่าวคือ รถยนต์ประหยัดที่กินน้ำมันน้อย จะปล่อย CO2 ต่ำ ในขณะที่รถยนต์ที่กินน้ำมันมากขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งปล่อย CO2 สูงขึ้นเท่านั้น
“ปลอดภัย” : ระบบความปลอดภัยพื้นฐานของรถยนต์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) หรือมาตรฐานระบบเบรก ซึ่งใช้ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และระบบความปลอดภัยเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุ (Passive Safety) ได้แก่ มาตรฐานการปกป้องผู้โดยสารกรณีชนด้านหน้าของตัวรถ และมาตรฐานปกป้องผู้โดยสารกรณีชนด้านข้างของตัวรถ ดังนั้น รถยนต์ “ปลอดภัย” คือรถยนต์ที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานทั้ง Active Safety และ Passive Safety
ข้อมูลบน ECO Sticker ซึ่งผ่านการตรวจสอบรับรองจากหน่วยงานภาครัฐและ Technical Service แล้ว นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่รัฐในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแล้ว ประชาชนและผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์เพื่อใช้งาน สามารถนำข้อมูลคุณสมบัติด้าน “สะอาด ประหยัด ปลอดภัย” ของรถยนต์แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น มาเปรียบเทียบกันได้อย่างถูกต้องและยุติธรรม เนื่องจากอัตราการใช้น้ำมัน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานความปลอดภัย นำมาจาการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ตามมาตรฐานสากลเดียวกัน รวมทั้งได้ผ่านการตรวจสอบรับรองจากหน่วยงานเรียบร้อยแล้ว … อุปมาอุปไมย ดั่งการเปรียบเทียบแอปเปิลกับแอปเปิล หรือส้มกับส้ม
⦁เมื่อนำรถยนต์ไปใช้งาน ทำไมอัตราการใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน จึงสูงกว่ากับตัวเลขบน ECO Sticker?
อัตราการใช้น้ำมันบน ECO Sticker ได้มาจากการทดสอบบนแชสซีส์ไดนาโมมิเตอร์ ในห้องปฏิบัติการที่กำหนดสภาวะและเงื่อนไขการทดสอบไว้ตายตัว เช่น ต้องทดสอบโดยมีคนขับรถเพียงคนเดียว ต้องเปิดแอร์ไว้ ต้องขับด้วยความเร็วตามที่กำหนด ต้องควบคุมอุณหภูมิในห้องปฏิบัติการไว้ที่ 20-30 C และรถทดสอบต้องใช้น้ำมันอ้างอิง (Reference Fuel) เป็นต้น ในขณะที่ การใช้รถยนต์ในแต่ละวัน จะมีหลายปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มากระทบ และส่งผลต่อการใช้น้ำมัน เช่น บางวันอาจต้องบรรทุกผู้โดยสารหลายคนหรือบรรทุกสัมภาระจำนวนมาก บางวันอาจเปิดแอร์ที่ตั้งอุณหภูมิไว้ต่ำมาก บางวันอาจขับรถด้วยความเร็วสูงเนื่องจากถนนโล่ง ขับทำความเร็วได้ บางวันอาจขับรถด้วยความเร็วต่ำหรือหยุดนิ่งเนื่องจากจราจรติดขัด บางวันอุณหภูมิของอากาศภายนอกร้อนหนาวแตกต่างกันไป บางวันเติมน้ำมันที่มีวางขายในท้องตลาดแตกต่างกันไป
ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนส่งผลให้อัตราการใช้น้ำมันของรถยนต์ในแต่ละวันมีความแตกต่างกันไป รวมทั้งมีความแตกต่างจากข้อมูลบน ECO Sticker กล่าวโดยสรุปได้ว่า การนำตัวเลขอัตราการใช้น้ำมันบน ECO Sticker ไปเปรียบเทียบกับอัตราการกินน้ำมันที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันนั้น เปรียบเสมือนการนำเอาผลไม้ต่างชนิดกันมาเปรียบเทียบกัน จึงไม่สามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่ดีได้

