หน้าแรก เศรษฐกิจ ปิดตลาด ราคาท...

ปิดตลาด ราคาทองพุ่ง 150 บาท แนวโน้มยังขาขึ้น อาจได้เห็นบาทละ 56,000 เร็วๆนี้

8.09.25 | 19:37 น.

ปิดตลาด ราคาทองพุ่ง 150 บาท แนวโน้มยังขาขึ้น อาจได้เห็นบาทละ 56,000 เร็วๆนี้

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ราคาทองคำตลอดทั้งวันมีการปรับขึ้นลง 11 ครั้ง หลังปิดตลาดปรับขึ้น 150 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 54,350 บาท ขายออกบาทละ 54,450 บาท ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 53,257.08 บาท ขายออกบาทละ 55,250 บาท

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองคำโลกและทองคำไทย ยังคงเป็นขาขึ้น โดยทองโลกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองไทยยังไม่นิวไฮ เนื่องจากเงินบาทแข็งค่า แต่ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค้าเหมือนกับในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองไทยทำนิวไฮที่บาทละ 54,800 บาท ในวันนี้อาจจะได้เห็นราคาใกล้แตะบาทละ 60,000 บาทไปแล้ว

“ผมยังคาดการณ์ว่าในระยะยาวราคาทองไทยอาจจะไปเกินบาทละ 56,000 บาท และไม่หลุดบาทละ 50,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงินบาทและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ที่คาดว่าปีนี้จะมีการปรับ 3 ครั้ง ขณะที่การเมืองไทยมีผลต่อราคาทองเช่นกัน เพราะมีผลต่อค่าเงินบาท” นายจิตติกล่าว

ด้าน ศูนย์วิจัยทองคำ สำรวจมุมมองต่อทิศทางราคาทองคำในประเทศรายสัปดาห์ระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน 2568 โดย 13 ผู้เชี่ยวชาญในตลาดทองคำที่ได้มีส่วนร่วมตอบแบบสำรวจ มี 7 ราย หรือเทียบเป็น 54% คาดว่าราคาทองคำในสัปดาห์หน้าจะปรับเพิ่มขึ้น ส่วน 2 ราย หรือเทียบเป็น 15% คาดว่าราคาทองคำจะลดลง และ 4 ราย หรือเทียบเป็น 31% คาดว่าราคาทองคำจะใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับ นักลงทุนทองคำ ได้เข้าร่วมตอบแบบสำรวจ จำนวน 360 ราย ในจำนวนนี้มี 265 ราย หรือเทียบเป็น 74% คาดว่าราคาทองคำในประเทศของสัปดาห์หน้าจะปรับเพิ่มขึ้น ส่วนจำนวน 63 ราย หรือเทียบเป็น 17% คาดว่าราคาทองคำจะลดลง และ จำนวน 32 ราย หรือเทียบเป็น 9% คาดว่าราคาทองคำจะใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมา

Advertisement

สถานการณ์ราคาทองคำแท่งในประเทศ 96.5% ตามประกาศ สมาคมค้าทองคำ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 52,800-54,300 บาท ต่อบาททองคำ โดยราคาทองคำปิดอยู่ที่ระดับ 54,300 บาท ต่อบาททองคำ เพิ่มขึ้น 1,700 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับราคาปิดของสัปดาห์ก่อนหน้าที่ปิด 52,600 บาท
มี 3 ปัจจัยที่ต้องติดตาม

1.การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยคาดว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2% หลังเงินเฟ้อเมื่อเดือน สิงหาคม 2568 อยู่ใกล้เป้าหมาย 2.1% และเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลง สะท้อนความพยายามรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อและการประคองเศรษฐกิจ

2.สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ศาลอุทธรณ์ชี้ว่าภาษีศุลกากรส่วนใหญ่สมัยทรัมป์ฯ มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องคืนภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ความเสี่ยงนี้สร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ ประกอบกับนักลงทุนได้ให้ความสนใจต่อการประมูลพันธบัตรระยะสั้น–ยาว ที่จะชี้ทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์

3. รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภค, ดัชนีราคาผู้ผลิต,ดัชนีราคาผู้บริโภคเมื่อเดือน สิงหาคม 2568, ดัชนีความเชื่อมั่นและมุมมองต่อเงินเฟ้อของผู้บริโภคเดือน กันยายน 2568 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์