ปลัดพาณิชย์ หนุนไทยใช้ทรัพย์ทางปัญญา ทางออกให้ไทยหลุดพ้นรายได้ปานกลาง
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาใหญ่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประจำปี 2025 ณ ห้อง Grand Riverside Ballroom ชั้น 10 โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ช่วงค่ำของวันที่ 8 กันยายน ว่า การนำเข้า-ส่งออก สินค้าไทย เดินหน้าอย่างไรในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม นั้น ย้อนช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2530 ประเทศไทยติดอยู่กับประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Countries) แม้ปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์บนที่สูงขึ้นแล้ว แต่เมื่อมองหลายประเทศที่เคยอยู่ในช่วงเดียวกับไทยได้หลุดออกจากกลุ่มนี้ไปแล้ว อาทิ ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน ดังนั้น ไทยจึงต้องหันกลับมาทบทวนว่าเหตุใดเรายังไม่สามารถเดินหน้าได้ หลายองค์กรด้านการเงินของประเทศไทยได้เสนอ ทางออกให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักนี้ด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม การขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญา การวิจัยและพัฒนให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ และเดินหน้าด้วยนโยบายของรัฐบาล
ที่ผ่านมามีหลายสิ่งที่ไทยได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นจุดศูนย์กลางในหลายด้าน บางอุตสาหกรรมก็สามารถเดินทางไปถึงเป้าหมายแล้วหรืออยู่ระหว่างการเดินทาง ตอนนี้เราจึงต้องทบทวนว่าไทยเก่งทางด้านไหน และส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพอย่าง งานบริการ ท่องเที่ยว Wellness และเกษตรกรรมที่ไทยไม่เป็นรองใคร ผมเชื่อว่าประเทศไทยมีโอกาสสร้าง เกษตรนวัตกรรม ได้ อาทิ การเปลี่ยนจากข้าวสารกิโลกรัมละประมาณ 30 บาทให้กลายเป็นสินค้าแปรรูปอย่างน้ำข้าวกล้อง หรือเครื่องสำอาง ก็จะสร้างมูลค่าที่สูงขึ้นแตะหลักหมื่นต่อกิโลกรัมได้เลย หรือศึกษาตัวอย่างจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่ไม่มีแร่เหล็กแต่สามารถผลิตมีดที่มีความนิยมระดับโลกได้ เป็นผลจากการสร้างแบรนด์และการการันตีตลอดอายุการใช้งาน รวมไปถึงในประเทศที่มีผลผลิตผลไม้อย่างองุ่น แต่เมื่อแปรรูปเป็นไวน์ก็จะสร้างมูลค่าได้มหาศาล ซึ่งไทยสามารถเรียนรู้ต้นแบบการทำธุรกิจ การนำเสนอสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ เหล่านี้ได้
นายวุฒิไกร กล่าวถึงการเจรจาภาษีกับสหรัฐ นั้น กระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานกันอย่างหนัก และคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ประกอบการและเกษตรกรเป็นสำคัญ การเจรจาครั้งนี้จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสและปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมของไทย ประกอบกับกระทรวงฯจะเข้าไปช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมเจาะเป็นรายเซกเตอร์ ที่สำคัญ 20 กลุ่ม พร้อมฟังเสียงจากธุรกิจโดยตรง ทั้งนี้ หลายประเทศที่มีการส่งออกสินค้าประเภทเดียวกันและเป็นคู่แข่งกับไทยแต่มีฐานภาษีกับสหรัฐฯ ที่สูงกว่า
กระทรวงฯ โดยทูตพาณิชย์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ และช่วงชิงความได้เปรียบนี้ให้ตลาดกลับมาเป็นของไทย ผมขอยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานอย่างสุดความสามารถในการเจรจากับสหรัฐฯ จนภาษีได้ลดลงมาอยู่ที่ 19% แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ยังมีรายละเอียดอีกมากที่เรายังต้องทำงานต่อไป คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2-3 เดือนจากนี้ และหลายเรื่องต้องเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณาและเห็นชอบ

