หน้าแรก เศรษฐกิจ ตลาดสด-แผงลอย...

ตลาดสด-แผงลอยเด้งรับคนละครึ่ง กางข้อดีฟื้นอาชีพ รายย่อยห่วงเจอฐานภาษีสูง

10.09.25 | 14:25 น.

ตลาดสด-แผงลอยเด้งรับคนละครึ่ง กางข้อดีฟื้นอาชีพ รายย่อยห่วงเจอฐานภาษีสูง

วันที่ 10 กันยายน นางจันท์นิภา สถิรปัญญา เลขาธิการสมาคมตลาดสดไทย และผู้บริหารศูนย์การค้าตลาดสดมีนบุรี เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่ง เป็นนโยบายที่ดีและเป็นประโยชน์หลายด้านในภาวะกำลังซื้อหดตัวและเศรษฐกิจซึมตัว เหมาะสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่วนแรกเป็นการเติมเงินให้กับประชาชนส่วนใหญ่ในการซื้อของกินของใช้ ส่งผลต่อเนื่องเพิ่มรายได้ให้กับผู้ค้าขนาดเล็ก แผงลอยทั่วไป หากเงื่อนไขไม่ได้จำกัดประเภทของผู้ประกอบการ เหมือนหลายโครงการก่อนหน้านี้และจำกัดเงื่อนไขได้สิทธิรับเงินแม้ได้รับเป็นหมื่นบาทแต่ทางปฏิบัติพบว่าเงินนั้นกระจายถึงการค้าทั่วไปน้อยกว่าคาดหวัง จึงไม่ได้ฟื้นการค้าขายทั่วไปได้เท่าที่ควร

“ร้านค้าและแผงลอยต่างๆ กำลังรอการประกาศของภาครัฐ และเงื่อนไขที่ชัดเจน เพียงประกาศผู้ค้าพร้อมให้เปิดรับทันที เพราะมีระบบและรู้วิธีการมาแล้ว เพียงพ่อค้าแม่ค้ากังวลเรื่องภาระภาษีหลังจากโครงการหมดลง ยอดขายจะลดลงตาม ก็อยากให้กรมภาษีพิจารณาบนฐานการค้าที่แท้จริง ไม่ใช่พิจารณาบนฐานตัวเลขสูงสุดซึ่งเป็นระยะเวลาชั่้วคราวช่วงมีโครงการเท่านั้น ซึ่งแต่ละครั้งของโครงการคนละครึ่ง จะช่วยเพิ่มรายได้รายย่อยเฉลี่ย 2 เท่าตัว รายย่อยก็อยากให้นายกฯดูแลเรื่องฐานภาษีด้วย” นางจันท์นิภา กล่าว

นางจันท์นิภา กล่าวว่า นอกจากนี้ผู้ค้าในตลาดสด อยากให้รัฐบาลทำโครงการเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงโลว์ซีซั่น อย่างช่วงฤดูฝน ช่วงก่อนเปิดเทอม ซึ่งกำลังซื้อจะหดตัว 30-40% อย่างช่วงกันยายน-ตุลาคมถือว่าเหมาะสม ซึ่งปกติช่วงไฮซีซั่นเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ปีถัดไป ก็จะมีกำลังซื้อตามเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน เป็นตัวเร่งใช้จ่ายตามปกติ ซึ่งหากรัฐบาลให้ความมั่นใจว่าจะมีโครงการเติมเงินเข้าระบบต่อเนื่อง จะช่วยฟื้นจำนวนผู้ค้าขายทั่วไปและผู้ต้องการอาชีพเสริมเพื่อหารายได้เข้าครอบครัวได้อีกทาง

“ประสบการณ์จากคนละครึ่งก่อนหน้านี้ ส่งผลให้มีผู้ค้ารายใหม่ นักเรียน-นักศึกษาที่ต้องการหาเงินพิเศษ ออกมาเช่าแผงค้าขายกันมากขึ้น ถึงกว่า 30% จากจำนวนปกติ แต่หลังจากนั้นไม่มีโครงการต่อเนื่องและกำลังหาย เศรษฐกิจไม่ดี ก็เลิกไป ดังนั้น เร่งกระตุ้นการค้าทั่วไป ฟื้นเศรษฐกิจรากหญ้า และส่งผลต่อจีดีพีรวม คือทำอย่างไรให้เกิดการค้าทั่วไปต่อเนื่อง ทั้งแง่เติมเงินใช้จ่าย และเพิ่มจำนวนผู้ค้ารายย่อย” นางจันท์นิภา กล่าว

Advertisement

นางจันท์นิภา กล่าวว่า การฟื้นการค้าทั่วไปและเศรษฐกิจฐานรากในระยะกลางและยาว อยากให้รัฐบาลสนับสนุนการค้าขายผ่านตลาดสดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวิถีดั่งเดิม พร้อมดึงการท่องเที่ยวเชื่อมโยงตลาดสดตลาดชุมชน อีกเรื่องสำคัญคือการลดภาระหนี้และรักษาสภาพคล่องการเงินรายย่อย ผ่านมาตรการกู้ดอกเบี้ยต่ำแบบพิเศษให้กับรายย่อยจริงๆ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ต้องการเงินกู้ไม่สูง เพื่อให้การค้าหมุนเวียนได้ทุกวัน ซึ่งตอนนี้การค้าริมถนนซึมตัวมาก และน่าสังเกตุการใช้จ่ายของแรงงานต่างด้าวในไทยหดหายมาก ไม่แค่แรงงานชาวกัมพูชา แต่แรงงานประเทศเพื่อนบ้านอื่นด้วย ทั้งเมียนมา ลาว เป็นต้น

นางจันท์นิภา กล่าวว่า สำหรับสมาคมตลาดสดไทย มีเครือข่ายตลาดสด-ตลาดกลางค้าสินค้า รวม 50 ตลาด ทั้งในกรุงเทพ ราชบุรี ลำพูน เชียงใหม่ รวมถึงสุราษฎร์ธานี และระยอง มีจำนวนร้านค้าย่อย และแผงลอย รวมหลายแสนราย ซึ่งกำลังหารือเพื่อเตรียมทำโปรโมชั่นพิเศษและราคาพิเศษ เป็นทางเพิ่มเงินให้ประชาชนได้ใช้จ่ายมากขึ้นอีก โดยมองว่าคนละครึ่งน่าจะกำหนดวันละเกิน 200 บาทน่าจะเหมาะสมกับการใช้จ่ายกินใช้ประจำวันสำหรับคนเมืองในปัจจุบัน และน่าจะขยายคนละครึ่งไปยังกลุ่มเปราะบางและผู้ถือบัตรคนจนด้วย

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากได้พูดคุยกับตลาดสดและเครือข่ายร้านค้า ยินดีและเตรียมพร้อมรับโครงการคนละครึ่ง รอเพียงการประกาศของรัฐบาลและกระทรวงการคลังในการกำหนดเงื่อนไขและระยะเวลาโครงการ รวมถึงความพร้อมการให้บริการรับสิทธิคนละครึ่ง ของร้านธงฟ้าที่กระจายไปทั่วประเทศ 1.4 แสนแห่ง ร้านค้า/แผงลอยในตลาดต้องชมอีกหลายหมื่นรายด้วย