ฮั่วเซ่งเฮง ชี้แรงหนุนดอลลาร์อ่อน-ดบ.ขาลงทั่วโลก ดันราคาทองพุ่ง คาดปีนี้แตะ 56,000 บาท
เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำในไตรมาส 4 ปีนี้ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น จากแรงหนุนหลายด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนในตลาดการเงินโลก ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลบวกโดยตรงต่อราคาทองคำ
อีกปัจจัยสำคัญ คือ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์จากการแทรกแซงทางการเมืองต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายประเทศกลับเข้ามาซื้อทองคำเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้มีการซื้อรวมกว่า 420 ตัน และคาดว่าปลายปีจะเพิ่มเป็นราว 900 ตัน ซึ่งจะช่วยหนุนราคาทองต่อไป
นายธนรัชต์ ระบุว่า ฮั่วเซ่งเฮงมองเป้าหมายราคาทองคำในปีนี้ที่ระดับ 3,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และคาดว่าปีนี้อาจแตะราว 56,000 บาท ส่วนปีหน้ายังไม่ประเมินชัดเจน แต่แนวโน้มการลดดอกเบี้ยต่อเนื่องทั่วโลกยังเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตามการอ่อนค่าของดอลลาร์ แม้อาจกดดันราคาทองในประเทศ แต่ในระยะยาวยังถือเป็นขาขึ้น นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ยังคงถือครองทองคำเพื่อเก็งกำไรและออมระยะยาว โดยเฉพาะช่วงที่ราคาย่อตัว
นายธนรัชต์ กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้จึงมีความหลากหลายมากขึ้น นักลงทุนสามารถซื้อขายทองคำได้ทั้งในรูปแบบเงินบาทและดอลลาร์ โดยอาจเปิดบัญชีเพื่อเก็บกำไรเป็นสกุลเงินดอลลาร์ ใช้กลไกนี้ลงทุนระยะสั้น ขณะที่ผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวยังสามารถเลือกซื้อทองคำแท่งเพื่อเก็บไว้ หรือใช้กองทุนทองคำเพื่อทยอยลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มาก สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับตลาดฟิวเจอร์ส ก็สามารถเลือก Gold Online Futures ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายได้ต่อเนื่องและไร้วันหมดอายุ
นอกจากนี้ ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หรือกลุ่ม BRICS เช่น จีน รัสเซีย และอินเดีย ยังคงเพิ่มการถือครองทองคำอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ ขณะที่ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่มีสัดส่วนทองคำในทุนสำรองสูงกว่า 70% อยู่แล้ว ซึ่งนโยบายการเข้าซื้อทองคำของประเทศเหล่านี้ยังเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองในระยะยาว
นายธนรัชต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยตลาดทองคำมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จากอดีตที่เน้นทองรูปพรรณ สู่การลงทุนในทองคำแท่ง เหรียญทอง และระบบออนไลน์ โดยประเทศไทยยังถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของการซื้อขายทองในภูมิภาคอาเซียน ด้วยวัฒนธรรมการบริโภคทองที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการให้ในเทศกาล การเก็บออม หรือการลงทุน ตัวเลขล่าสุดสะท้อนว่าตลาดการลงทุนทองคำในไทยเติบโตถึง 25% โดยเฉพาะในกลุ่มโกลด์บาร์และโกลด์คอยน์ที่ขยายตัวกว่า 38% ถือว่ามากที่สุดในอาเซียน พร้อมย้ำว่าระบบซื้อขายทองคำในประเทศมีความมั่นคง โปร่งใส และมีมาตรการกำกับดูแลร่วมกับสมาคมค้าทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน
ทั้งนี้ นายธนรัชต์ ยังได้ประกาศวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทองคำไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่าน “สามเสาหลักเชิงกลยุทธ์” ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานและความโปร่งใส, การสร้างความร่วมมือเชิงระบบ, และ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในเวทีโลก ในงาน Thailand Gold Forum
นายธนรัชต์ ระบุว่า ฮั่วเซ่งเฮงเตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มที่เข้าถึงง่ายและตรวจสอบได้ โดยผสานสาขา ช่องทางออนไลน์ และพันธมิตรไว้ในมาตรฐานเดียวกัน พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบยืนยันตัวตน การทำธุรกรรมเรียลไทม์ และเครื่องมือช่วยสร้างวินัยการออม เน้นความสะดวกและปลอดภัย มากกว่าการผลักดันผลิตภัณฑ์เฉพาะ
นอกจากนี้ ฮั่วเซ่งเฮงยังเดินหน้าผลักดันไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการค้าทองคำอาเซียน ผ่านการพัฒนาโครงข่ายโลจิสติกส์เชื่อมภูมิภาค การยกระดับทักษะฝีมือช่างทอง และการลงทุนด้านเทคโนโลยี พร้อมเรียกร้องความร่วมมือจากภาคเอกชน หน่วยงานกำกับ และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
“ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกภาคส่วนยกระดับไปด้วยกัน มาตรฐานสูงขึ้น ความเสี่ยงและต้นทุนลดลง และผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน” นายธนรัชต์ กล่าวทิ้งท้าย

