เทียนประสิทธิ์ส่งหนังสือถึงนายกฯ ค้าน 4 ประเด็น ยกร่าง พ.ร.บ.โรงแรมใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 กันยายน 2568 แสดงความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.สถานที่พักแรม พ.ศ. …. ที่ต้องอาศัยอำนาจนายกรัฐมนตรีรับรอง โดยในเอกสารสะท้อนประเด็น “ไม่เห็นด้วย” 4 เรื่อง คือ การกำหนดนิยามสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม กำหนดประเภทโรงแรม หรือสถานที่พักแรมที่ไม่เป็นโรงแรม และคุณสมบัติใช้ในการประกอบธุรกิจสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม พร้อมแสดงความเป็นห่วงอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาพักในไทย จะสร้างความเสียหายทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ซึ่งในเอกสารมีรายละเอียดดังนี้
เรื่อง ความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. … เสนอโดยนางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ เพื่อประกอบการพิจารณารับรองของนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 133 ของรัฐธรรมนูญ
กราบเรียน นายกรัฐมนตรี
สมาคมโรงแรมไทยขอแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. … เสนอโดยนางสาวชนก จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ เพื่อประกอบการพิจารณารับรองของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 133 ของรัฐธรรมนูญ ดังนี้
1.สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการกำหนดนิยาม “สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม” “ที่พักที่เคลื่อนที่ไม่ได้” “ที่พักที่เคลื่อนที่ได้” “โฮสเทล” “เกสท์เฮาท์” “โฮมสเตย์” ตามร่างมาตรา 4 โดยไม่คำนึงถึงจำนวนห้องพัก จำนวนผู้เข้าพัก เนื่องจากสถานที่พักเหล่านี้ ล้วนมีลักษณะการประกอบธุรกิจที่เหมือนกันกับโรงแรม ต้องดูแลความสะดวก ปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าพักเหมือนกัน มีการบริหารจัดการใกล้เคียงกัน จึงไม่ควรกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาใบอนุญาตแยกออกจากกัน จึงสมควรกำหนดให้ “สถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม” ควรจำกัดจำนวนห้องพักไม่เกิน 8 ห้อง และพักอาศัยได้ไม่เกิน 30 คนสอดคล้องตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547
2.สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการกำหนดประเภทโรงแรม โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท ตามร่างมาตรา 12/1 ในพระราชบัญญัติ เนื่องจากอาจจะมีที่พักประเภทใหม่ๆ ในอนาคต จึงสมควรกำหนดประเภทของโรงแรมไว้ในกฎหมายลูก
3.สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการกำหนดประเภทสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ตามร่างมาตรา 39/1 เนื่องจากสถานที่พักเหล่านี้ ล้วนมีลักษณะการประกอบธุรกิจที่เหมือนกัน ต้องดูแลความสะดวก ปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าพักเหมือนกัน มีการบริหารจัดการใกล้เคียงกัน จึงไม่ควรกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาใบอนุญาตแยกออกจากกันกับโรงแรม
4.สมาคมโรงแรมไทย ไม่เห็นด้วย กับการพิจารณาคุณสมบัติอาคารที่ใช้ในการประกอบธุรกิจสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ตลอดจนการนำอาคารมาประกอบสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตามร่างมาตรา 39/3 เนื่องจากอาคารประเภทที่พักชั่วคราวเป็นอาคารที่ผู้ใช้อาคารไม่มีความคุ้นชินกับแผนผังอาคารและระบบความปลอดภัยต่างๆ ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย สมควรให้อาคารที่มีห้องพักเกิน 8 ห้อง ต้องใช้หลักเกณฑ์ควบคุมอาคารอย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใช้อาคาร จึงจำเป็นต้องเข้าเงื่อนไขในกฎกระทรวงกำหนดลักษณะและระบบความปลอดภัยของอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2566 และเกณฑ์อาคารสาธารณะตามกฎกระทรวงฉบับที่ 55 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคารอย่างเคร่งครัด
5.สมาคมโรงแรมไทยเห็นว่าการประกอบธุรกิจโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ แต่มีปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงไม่มีความจำเป็นการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
6.รัฐบาลไทยมีหน้าที่อันดับแรกที่จะต้องทำให้นักท่องเที่ยวเชื่อมั่นในความปลอดภัยในการมาท่องเที่ยวประเทศไทย หากไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยแล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเป็นอย่างมากดังที่เกิดขึ้นกับตลาดนักท่องเที่ยวจีนในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมในการท่องเที่ยวทั้งหมดทั่วประเทศ จึงไม่สมควรประณีประนอมการหรือผ่อนคลายการบังคับใช้กฎหมายโรงแรมในด้านการให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว



