สุรพล หนุนดันข้อมูลเครดิตปชช. เป็น Public Goods หวังสร้างระบบสินเชื่อที่เป็นธรรม-ลดดบ.-ปลดล็อกการเข้าถึง
เมื่อวันที่ 11 กันยายน นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง บทบาทของข้อมูลเครดิตในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ภายในงานสัมมนาวิชาการสายงานเศรษฐกิจมหภาคฯ ประจำปี 2568 จัดโดย สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ว่า ข้อมูลเครดิต เป็นสมบัติของประชาชน ไม่ใช่ของหน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูล และควรผลักดันให้เป็น Public Goods เพื่อให้นักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ นำไปสู่การสร้างระบบสินเชื่อที่ยุติธรรม ลดอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สมเหตุสมผล และเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
นายสุรพล กล่าวว่า ปัจจุบันเครดิตบูโรมีฐานข้อมูลบุคคลธรรมดากว่า 33 ล้านราย 400,000 บริษัท โดย 280,000 บริษัทเป็น SMEs แต่สังคมไทยยังมีวัฒนธรรมนั่งทับข้อมูล โดยหน่วยงานรัฐและเอกชนจำนวนมากไม่เปิดให้เข้าถึง ทำให้การกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจและการเงินขาดความแม่นยำ และไม่สะท้อนสภาพความเป็นจริง
“ข้อมูลไม่ใช่ของเครดิตบูโร แต่เป็นของเจ้าของข้อมูล เรามีหน้าที่ดูแลให้ปลอดภัยและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากเรานำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงลึกอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ธนาคารและสถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงของลูกค้าได้ตรงจุด ลดความจำเป็นในการคิดดอกเบี้ยสูงกับทุกคน และทำให้คนที่มีศักยภาพแต่ไม่มีเอกสารทางการเงินเข้าถึงสินเชื่อได้” นายสุรพล กล่าว
นายสุรพลกล่าวว่า หากยกตัวอย่างปัญหาในระบบสินเชื่อว่า คนทำงานอิสระ ร้านค้ารายย่อย หรือผู้ค้าตลาดนัด แม้จะมีรายได้ดีและมีลูกค้าประจำทุกวัน แต่ไม่สามารถกู้บ้านหรือกู้เงินได้ เพราะไม่มีสเตทเมนต์หรือเอกสารแสดงรายได้ จนถูกประเมินว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ทั้งที่ความเสี่ยงที่แท้จริงต่ำกว่าที่ธนาคารเข้าใจ ปัญหานี้ทำให้คนดีเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และผลักให้บางส่วนไปพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูงมาก กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจ
ประวัติศาสตร์การเงินไทยระบุว่า ตั้งแต่ปี 2475 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่มาจาก พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 กำหนดให้ดอกเบี้ยต้องไม่สูงเกินควร เพราะเป็นเหตุให้เสื่อมประโยชน์ของบ้านเมือง โดยห้ามเรียกดอกเบี้ยเกิน 15% แต่มีกฎหมายกําหนดว่าสถาบันการเงินสามารถเรียกดอกเบี้ยได้เกินได้ และตั้งคำถามต่อสังคมว่า วันนี้อัตราดอกเบี้ย 25% สำหรับประกอบธุรกิจเป็นธรรมแล้วหรือยัง และระบบสินเชื่อปัจจุบันช่วยให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้จริงหรือไม่
นายสุรพล อธิบายว่า ข้อมูลเครดิตประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1. ข้อมูลประวัติ (Profile) เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน 2. ข้อมูลพฤติกรรมการชำระหนี้ (Behavior) เช่น การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ บัตรเครดิต และสินเชื่ออื่น ๆ ข้อมูลเหล่านี้เมื่อถูกรวบรวมอย่างครบถ้วนและเชื่อมโยงกัน จะช่วยให้เกิดการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือ สะท้อนศักยภาพการชำระหนี้ของลูกค้าแต่ละคนอย่างแท้จริงเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุด เครดิตบูโรได้พัฒนากระบวนการ ตัดข้อมูลระบุตัวตน ออกจากฐานข้อมูล เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน ทำให้เหลือเฉพาะข้อมูลเชิงสถิติและพฤติกรรม ซึ่งสามารถส่งต่อให้สถาบันวิจัยและหน่วยงานรัฐนำไปใช้ได้โดยไม่ละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
นายสุรพล ย้ำว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ PDPA เป็นอุปสรรคใหญ่ของนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบาย แต่ความจริงแล้วสามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวได้ด้วยเทคนิคการเข้ารหัสข้อมูล (Hashing/Salting) โดยไม่กระทบการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ข้อมูลเครดิตที่ผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกได้นำไปใช้จริงโดยสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อออกนโยบายด้านการบริหารหนี้ครัวเรือน ปรับปรุงกระบวนการปล่อยสินเชื่อ และพัฒนาโครงการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชน
นอกจากนี้เป้าหมายสูงสุดคือการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุค Information-Based Lending และ Virtual Banking ที่ใช้ข้อมูลเป็นฐานสำคัญในการปล่อยกู้ ทำให้การประเมินความเสี่ยงแม่นยำขึ้น ลดต้นทุนทางการเงิน และสร้างความเป็นธรรมให้ทุกคนในระบบเศรษฐกิจ

