ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้จัดพิธีมอบรางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประจำปี 2568 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อสะท้อนถึงการทำงานเชิงรุกและมองไปข้างหน้าของภาครัฐ
ผ่านการประเมินร่วมกันระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภายใต้หลักการ 3E ได้แก่ Efficiency (ประสิทธิภาพ), Evolution (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล) และ Effectiveness (ผลสัมฤทธิ์) เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็วและคุ้มค่า ภายใต้แนวคิด “มุ่งอนาคต รุกนำการเปลี่ยนแปลง”
รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ รางวัลระดับกระทรวง, ระดับกรม, ระดับกระบวนงาน และระดับภูมิภาค มีหน่วยงานที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 39 หน่วยงาน
สำหรับรางวัลระดับกระทรวง พบว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเป็น 1 ใน 6 กระทรวงที่ได้รับรางวัลปีนี้
จตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานมอบรางวัล ระบุ รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ถือเป็นแรงกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยหน่วยงานภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ภาครัฐต้องพัฒนาจริงจัง ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การบริหารนโยบายสู่การปฏิบัติในทุกระดับ การพัฒนาการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้โปร่งใส รวดเร็ว และทันสมัย ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงาน
ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลว่า รางวัลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากระทรวงอุตสาหกรรมสามารถช่วยสนับสนุนด้านการดำเนินธุรกิจ ให้ได้รับความสะดวกรวดเร็ว ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน ทางธุรกิจ ลดต้นทุนและเวลาในการติดต่อราชการกับกระทรวงอุตสาหกรรม สร้างความมั่นใจต่อการดำเนิน ภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม และการพัฒนาผู้ประกอบการต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ปัจจุบัน กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นขับเคลื่อนพันธกิจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วนและมีประสิทธิภาพ ภายใต้วิสัยทัศน์ “การปฏิรูปอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างยั่งยืนคู่ชุมชน” เพื่อนำไปสู่ “อุตสาหกรรมเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนคู่กับชุมชน” โดย “ปรับเปลี่ยน อุตสาหกรรมเข้าสู่วิถีใหม่” พร้อมผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของ “ชุมชนรักโรงงาน โรงงานรักชุมชน และสร้างการกระจายรายได้สู่ชุมชน” เพื่อให้อุตสาหกรรมอยู่คู่กับสังคม/ชุมชนอย่างเป็นมิตรและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยกรอบความคิดและทิศทางการทำงาน MIND ซึ่งจะเป็นการปรับอุตสาหกรรมเข้าสู่วิถีใหม่ โดยให้ความสำคัญในการยกระดับทุกองค์ประกอบของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งและกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยกำหนดภารกิจพลิกฟื้นกระทรวงเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างสมดุลและยั่งยืน มุ่งสู่ความสำเร็จ 4 มิติ คือ
มิติที่ 1 ความสำเร็จทางธุรกิจ เปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ปรับเปลี่ยนธุรกิจและอุตสาหกรรม ไปสู่อุตสาหกรรมศักยภาพ หรือ S-curve อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ รวมถึงธุรกิจและการผลิตรูปแบบใหม่
มิติที่ 2 ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม พัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการดูแลสังคม โดยการส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน สังคม และสถานประกอบการในพื้นที่สู่การอยู่ร่วมกันอย่างรับผิดชอบและเป็นมิตร
มิติที่ 3 ความลงตัวกับกติกาสากล ผลักดันการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมด้วยกลไกการกำกับดูแลที่ทรงประสิทธิภาพ และการส่งเสริมยกระดับสถานประกอบการด้วยแนวคิด BCG เพื่อโอกาสทางธุรกิจ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ตอบโจทย์ไทยและประชาคมโลก
มิติที่ 4 การกระจายรายได้สู่ชุมชนที่ตั้ง กระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน พัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน และส่งเสริมเศรษฐกิจรากฐานอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ เพื่อสร้างทัศนคติและประสบการณ์ที่ดีให้กับประชาชนและสถานประกอบการให้มีความเชื่อมั่น เชื่อถือ และไว้วางใจต่อคุณภาพการให้บริการของภาครัฐ กระทรวงอุตสาหกรรมได้พัฒนาแพลตฟอร์ม i-Industry ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงระบบสารสนเทศเพื่อให้บริการในรูปแบบออนไลน์ ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง จึงทำให้เกิดการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) ในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและประชาชนตามภารกิจ โดยมีตัวอย่างบริการ เช่น
-การอนุมัติ/อนุญาต ที่สามารถยื่นคำขอใบอนุญาตออนไลน์ เช่น การอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (e-License) การอนุญาตกากอุตสาหกรรม
-การรายงานข้อมูลการประกอบกิจการโรงงาน ผ่านระบบ iSingleForm การชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ d-Payment สามารถรองรับช่องทางการชำระ แบบข้ามธนาคารได้มากกว่า 15 ธนาคาร ผ่าน 6 ช่องทาง ทำให้ผู้ประกอบการได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และมีค่าใช้จ่ายถูกลง
-การกำกับดูแลโรงงานด้วยระบบมาตรฐานกำกับดูแลโรงงาน (i-Auditor) จากเดิมที่ต่างคน ต่างตรวจ ไม่มีแนวทางที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อนำระบบ i-Auditor มาใช้ในการตรวจโรงงาน ทำให้เกิดมาตรฐานเดียวกันในการตรวจกำกับโรงงาน ทั้งกรมโรงงานอุตสาหกรรม และ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด 76 จังหวัด จึงมั่นใจได้ว่าการตรวจโรงงานจะเป็นไปอย่างมีมาตรฐานเดียวกัน
ณัฐพลระบุด้วยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เอื้อและลดอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ เช่น ปลดล็อกการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ชนิดติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ส่งเสริมการให้ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจใช้พลังงานสะอาด มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ยกร่างพระราชบัญญัติการจัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ. … เพื่อจัดการปัญหาสะสมของกากอุตสาหกรรม ขยะอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และซากรถยนต์ ให้เกิดกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย รองรับเทคโนโลยีการผลิต ที่มีความซับซ้อนให้ครบวงจร
รวมถึงเยียวยาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากการปนเปื้อนของสารพิษที่ต้องมีกองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืนในการป้องกัน ปกป้อง เยียวยา สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สุขภาพอนามัยของประชาชน และส่งเสริมผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็น เศรษฐกิจยุคใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อม
รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมทั้ง 14 ฉบับ ให้มีประสิทธิภาพ สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

