หน้าแรก เศรษฐกิจ อดีตรมว.พณ. จ...

อดีตรมว.พณ. จี้รบ.ใหม่เร่งแก้บาทแข็ง ฟื้นตัวส่งออก ดูแลเกษตรกร ไม่ให้สินค้าเกษตรราคาดิ่ง

12.09.25 | 12:37 น.

‘พิชัย’ เชิญชวนนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ให้ลงทุนในประเทศไทย ตามคำเชิญ Deutsche Bank จี้ ‘รัฐบาลใหม่’ รักษาระดับการฟื้นตัวการส่งออก การลงทุน ชี้เร่งแก้ปัญหาค่าบาทแข็ง หนี้ครัวเรือนสูง หนี้เสียเพิ่ม นักท่องเที่ยวลด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สินค้าต่างประเทศราคาถูกทะลักเข้าไทย

เมื่อวันที่ 12 กันยายน นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้รับเชิญจากกลุ่มผู้บริหารของ Deutsche Bank ธนาคารอันดับหนึ่งของประเทศเยอรมัน เพื่อพูดคุยกับนักลงทุนต่างประเทศรายใหญ่หลายราย เช่น BlackRock, Aberdeen, Degroof Petercam, Nuveen, Ninety one เป็นต้น เพื่อให้ข้อมูลและชี้แนะทิศทางเศรษฐกิจไทย อีกทั้งเชิญชวนนักลงทุนต่างประเทศ เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

นายพิชัยกล่าวว่า ได้ยืนยันว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจาก 10 ปีก่อนหน้านี้ขยายตัวต่ำมาก โดยขยายตัวเฉลี่ยเพียงปีละ 1.9% จีดีพีในปี 2567 ขยายตัวได้ 2.5% และจีดีพีในครึ่งปีแรกของปี 2568 ขยายได้ 3% ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการส่งออกที่ขยายตัวได้ 14.4% ใน 7 เดือนแรกของปี 2568 และการขอการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศที่สูงถึง 1.05 ล้านล้านบาทใน 6 เดือนแรกของปีนี้ หลังจากที่ปี 2567 มีการขอการส่งเสริมการลงทุน 1.14 ล้านล้านบาท และมีการลงทุนจริงเกือบทั้งหมด ซึ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถรักษาระดับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ด้วยการส่งออกและการลงทุนให้อยู่ในระดับนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาพัฒนาและจะสามารถแข่งขันได้ในอนาคต

นายพิชัยกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญอีกหลายปัญหาที่ต้องแก้ไขและบางปัญหาก็เรื้อรังมานาน เช่น ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคที่ค่าเงินอ่อนกว่าไทยมาก และมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีกว่าไทยมากเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลและแบงก์ชาติต้องเร่งหาทางแก้ไขโดยด่วน เพราะค่าเงินบาทที่แข็งจะส่งผลให้การส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยวลดลง และทำให้ระดับความสามารถแข่งขันของไทยลดลงมาก และรัฐบาลใหม่จะต้องเร่งแก้ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากหนี้ยังสูงมาก ประชาชนส่วนไหญ่จะหารายได้ไม่เพียงพอที่จะจ่ายหนี้ หรือหารายได้ได้เท่าไหร่ก็ต้องจ่ายหนี้เกือบหมด ไม่มีเหลือในการจับจ่ายใช้สอยกันมากนัก

Advertisement

“ปัญหานักท่องเที่ยวที่ลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนที่ต้องเร่งแก้ปัญหาข่าวในด้านลบเกี่ยวกับการมาท่องเที่ยวในไทย และความไม่มั่นใจในความปลอดภัย

ปัญหาหาราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ โดยเฉพาะราคาข้าว เนื่องจากการทุ่มตลาดของข้าวจากประเทศอินเดียที่มีปริมาณมากและขายในราคาราคาถูกมาก ทำให้ราคาข้าวเปลือกของไทยตกต่ำลงอย่างมากตามที่ผมเคยได้เตือนไว้แล้ว รวมถึงราคาผลไม้ไทยที่ปีนี้มีผลผลิตออกมามากจากสภาวะภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย รวมถึงปัญหาสินค้าจากต่างประเทศราคาถูกที่ไหลทะลักเข้าประเทศไทย ทำให้ SMEs ไทยได้รับผลกระทบกันอย่างมาก จึงต้องเร่งป้องกันและปราบปราม ตามที่รัฐบาลเดิมได้ตั้งคณะทำงานแก้ไขไว้แล้ว” นายพิชัยกล่าว

นายพิชัยระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความหวังอย่างมากจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคตส่วนมากที่เข้ามาลงทุนในไทย เช่น PCB, Semiconductors, Data Center and Ai, Ai hardware, EV, Robotics, Green Energy, Electronics etc. รวมถึงการพัฒนาสินค้าเกษตร (Agricultural products Innovation) ซึ่งกระบวนการการลงทุนและพัฒนานี้ต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล แต่มีทิศทางไปในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว ดังนั้น จึงอยากให้นักลงทุนต่างประเทศมั่นใจได้ว่า ม้การเมืองและเศรษฐกิจไทยอาจจะมีความผันผวนบ้างตามธรรมชาติของประเทศไทย แต่ทิศทางของเศรษฐกิจไทยยังคงไปต่อได้ และเชื่อว่าการลงทุนในประเทศไทยจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับเงินลงทุนอย่างแน่นอน