หน้าแรก เศรษฐกิจ ศุภจี เปิดใจร...

ศุภจี เปิดใจรับตำแหน่งว่าที่ รมว.พาณิชย์ มุ่งใช้ประสบการณ์เอกชนหนุนทีมเศรษฐกิจ

12.09.25 | 18:29 น.

“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เปิดใจรับตำแหน่งว่าที่ รมว.พาณิชย์ หลังอนุทินทาบทาม มุ่งใช้ประสบการณ์เอกชนหนุนทีมเศรษฐกิจช่วงรัฐบาลอายุสั้น

วันที่ 12 กันยายน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตซีอีโอกลุ่มดุสิตธานี และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยตัดสินใจรับตำแหน่ง หลังนายกรัฐมนตรีอนุทินทาบทามด้วยตัวเอง หวังนำประสบการณ์เอกชนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาจำกัด 8-9 เดือน

นางศุภจี เปิดเผยระหว่าง แถลงทิศทางการบริหารงานของ กลุ่มดุสิตธานี จากความสำเร็จในปัจจุบัน สู่การสร้างสรรค์บทใหม่ ร่วมกับนายชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี ถึงการตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์ทาบทามด้วยตัวเอง พร้อมให้เวลาตัดสินใจครึงชั่วโมง เหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจในครั้งนี้ เนื่องจากมองว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท่้าทายทั้งภายในและภายนอก ดังนั้นโดยส่วนตัวมองว่าเมื่อเคยมีประสบการณ์ที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระและส่งผลกระทบในแง่บวกได้ ก็อยากเข้ามาช่วยทำงาน

“หลังจากได้รับการทาบทามจากท่านนายกฯ แล้ว ก็ได้หารือกับครอบครัว เพราะต้องรับสภาพต่อไปว่าจากนี้ไปวันหยุดวันลาไม่มี เนื่องจากท่านนายกฯ ได้พูดไว้แล้ว รวมถึงพูดคุยกับผู้บริหารดุสิตธานี เมื่อ 2 ส่วนนี้ตอบตกลง จึงลองดู เพื่อนำประสบการณ์ที่มีเข้ามาช่วย”

Advertisement

นางศุภจี กล่าวและว่าที่สำคัญ เป็นที่ทราบดีอยู่แล้ววารัฐบาลชุดนี้มีอายุเพียง 4 เดือน ก่อนจะยุบสภาและเข้าสู่การเลือกตั้งใหม่ รวมระยะเวลารักษาการประมาณ 8–9 เดือน ซึ่งด้วยระยะเวลามีจำกัด จึงมองว่าการทำงานในฐานะรัฐบาลในครั้งนี้ น่าจะสามารถโฟกัสในสิ่งที่เกิดประโยชน์สูงสุดให้ได้ในข่วงเวลาสั้นๆ นี้ เนื่องจากโดยส่วนตัวแล้ว ไม่ได้คิดจะเข้ามาทำงานการเมืองนานกว่านั้น

อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ มีทั้งเรื่องภายในและภายนอกประเทศ่ซึ่งต้องดูควบคู่กันไป อย่างไรก็ดีคงต้องรับฟังนโยบายของนายกฯ โดยภาพรวม เนื่องจากรัฐบาลนี้มีอายุไม่ยาว

ดั้งนั้นรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกคนต้องร่วมมือกันทำไปในเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้เกิดผลสำฤทธิ์โดยเร็ว ซึ่งภายหลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว คงจะต้องร่างนโยบายการบริหารงานร่วมกันกับกระทรวงต่างๆ โดยจะมีการแถลงข่าวอีกครั้งว่า ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ จะสามารถสอดประสานและเสริมในนโยบายหลักของคณะรัฐมนตรีได้อย่างไร

โดยเฉพาะเรื่องการเจรจา FTA และประเด็นภาษีการค้าตอบโต้ของสหรัฐฯ จะทำโดยกระทรวงพาณิชย์เพียงลำพังคงไม่ได้ แต่ต้องทำในหลายส่วนด้วยกัน ดังนั้นทีมเศรษฐกิจ ภายใต้การนำของท่านนายกฯ อนุทิน ก็ต้องมีการหารือร่วมกันว่าควรจะไปเจรจาการค้ากับนานาประเทศ ในเรื่องใด และอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นางศุภจี ยังกล่าวถึงมุมมองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ว่า ต้องยอมรับไม่เพียงประเทศไทย แต่ทั่วโลกต้องเผชิญความท้าทายและผันผวนอย่างมาก ทั้งเรื่องความขัดแย้งในระดับภูมิภาคหลายจุด รวมถึงความขัดแย้งของไทยในระดับชายแดนด้วย ที่ต้องมีการเฝ้าระวัง ดังนั้นเศรษฐกิจในปีนี้ คงไม่ง่าย และเป็นเรื่องที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง จึงต้องขอย้ำอีกครั้งว่าการจะดำเนินนโยบายจะต้องทำร่วมกันระหว่างหลายกระทรวง เพื่อให้เกิดผลสำฤทธิ์ให้ได้

“โดยมุมมองของเอกชน มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ ซึ่งตามมุมมองของ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ได้ให้ความเห็นว่า จีดีพีไทยปีนี้น่าจะได้เห็น 2% เนื่องจากครึ่งปีแรกจีดีพีค่อนข้างดี ทั้งนี้คงต้องดูไตรมาส 3 และ 4 นี้ด้วย ซึ่งก็มองว่ายังยากที่จะคาดเดา เนื่องจากมีความผันผวนในหลายปัจจัย แต่เชื่อว่าคงไม่ไกลไปกว่าที่สถาบันทั้งหลายคาดการณ์ ว่าจีดีพีปีนี้จะอยู่ในระดับ 1-2% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำอย่างไรในเรื่องการแก้ไขเศรษฐกิจได้มากแค่ไหน”นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า ในส่วนของปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า คงเป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง แต่อย่างไรก็ดีในแง่ของการช่วยเหลือผู้ส่งออก ซึ่งคงต้องเข้าไปดูว่าปัญหาหลักคืออะไร และมีงบประมาณจากส่วนใดที่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ ทั้งนี้โดยกระทรวงพาณิชย์เอง คงไม่สามารถที่จะระบุได้ว่าจะช่วยอย่างไร คงต้องฟังภาพรวมของคณะรัฐมนตรี และนโยบายรวม เพื่อมุ่งเป้าได้ตรงจุด

ในส่วนของโครงการคนละครึ่ง ซึ่งนายกฯ ได้พูดไปแล้ว โดยทุกกระทรวงคงต้องร่วมมือเพื่อให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะ ระยะเวลาอันสั้น เชื่อมั่นว่า จะช่วยกระตุ้นและช่วยประชาชนทั่วไป ได้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย แต่ทั้งนี้จะเน้นเรื่องการลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวอาจไม่ยั่งยืน ดังนั้นต้องเสริมเรื่องการเพิ่มรายได้ด้วย เช่น เรื่องการกระตุ้นการท่องเที่ยว หากกระทรวงพาณิชย์ สามารถช่วยเสริมในเรื่องของการท่องเที่ยว ให้ไปถึงเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ก็ยินดีทำเต็มที่

นางศุภจี ยังกล่าวถึงภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่จะกระทบการส่งออก ซึ่งจุดนี้อาจต้องหาตลาดใหม่เพิ่มเติม โดยระหว่างนี้คงต้องมาดูในระดับนโยบาย เพราะการที่จะไปหาตลาดเพิ่มเติม ต้องยอมรับว่ากระทรวงพาณิชย์ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องทำคู่กับกระทรวงการคลัง และกระทรวงต่างประเทศด้วยเข่นกัน ซึ่งเบื้องต้นมีแผนอยู่แล้ว แต่ต้องรับฟังนายกฯ และรมว.ท่านอื่นๆ ด้วย เพราะอย่างที่เกริ่นไปแล้ว รัฐบาลมีเวลาจำกัด

ต่อข้อถามถึงความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดนี้ โดยว่าที่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า มองเป็นแรงผลักดัน มากกว่าความกังวลต่อความคาดหวังดังกล่าว เพราะการเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้ ตั้งใจที่จะเข้ามาช่วยโดยนำสิ่่งที่มีเข้ามาทุ่มเททำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ดี แม้ว่าโดยส่วนตัวเคยบริหารในหลายอุตสาหกรรมอย่างน้อย 3 อุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีความเหมือนกันเลย ทั้งธุรกิจไอบีเอ็ม ไทยคม และโรงแรม รวมถึงยังเป็นกรรมการ ของธนาคาร และอุตสาหกรรมการผลิต แม้ว่าไม่เคยผ่านงานราชการ แต่ที่ผ่านมาก็นั่งอยู่ในคณะดูแลนโยบายรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ มาหลายปี ตลอดจนทำงานร่วมในคณะปฏิรูป ดังนั้นก็เคยสัมผัสงานระบบราชการบ้าง

นางศุภจี กล่าวว่า การเข้ามารับตำแหน่งรมว.พาณิชย์ ในครั้งนี้ไม่ได้มีความตั้งใจใดๆ ที่จะเข้ามาทำงานงานการเมือง หรือไม่เคยมีความคิดที่จะเข้ามาอยู่ในตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองเลย เนื่องจากหากไม่มีเงื่อนเวลารัฐบาล 4 เดือน ก็คงไม่ตอบรับตำแหน่งนี้ด้วยเช่นกัน อีกทั้งหลังลงจากตำแหน่งแล้ว ก็จะขอกลับมาทำงานบริหารที่ ดุสิตธานี อีกครั้ง