ทีดีอาร์ไอเช็กลิสต์รัฐบาล 4 เดือน จี้ เร่ง”กิโยติน”กม.-ฟื้นเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 12 กันยายน นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า 4 เดือนของการขับเคลื่อนรัฐนาวาที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า มีข้อเสนอถึงรัฐบาลชุดใหม่ นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลควรเน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวควบคู่ไปด้วย
นายสมเกียรติ กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้ต่อเนื่องระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศใน 3 ด้านผ่าน กรอ.ชุดย่อย คือ 1.กรอ.ด้านกำลังคน ร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานใช้ทักษะสูง จะทำให้มีรายได้ดีขึ้น และยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ 2.กรอ.ด้านนวัตกรรม แม้การสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลา แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ และ 3.กรอ.ด้านกฎระเบียบ ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลมีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ธปท. สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลังร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้
นายสมเกียรติ กล่าวว่า รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายให้สมดุลกัน ที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติ้ง ดังนั้น ต้องตัดลดงบประมาณที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันต้องมีแผนหารายได้ คาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน น่าจะมีแนวทางในการหารายได้ชัดเจน
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ครม.ชุดใหม่มีสัดส่วนคนนอกหลายคน มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการ ถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต ถือเป็นจุดสร้างสมดุลที่ดีได้ แต่มีความท้าทายเรื่องระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้
“อยากเห็นโมเดลลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญเข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ในระบบการเมืองไทยการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีต้องจัดตามโควต้าพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้น การนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้” นายสมเกียรติ กล่าว
นายสมเกียรติ กล่าวว่า เพื่อให้เกิดระบบได้ทั้งคนที่มีความสามารถและคนใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันทำให้เกิดรัฐบาลผสมจากพรรคเล็กจำนวนมาก ทำให้นายกฯต้องเกรงใจพรรคเหล่านี้ ตลอดจนบ้านใหญ่และมุ้งต่างๆ ในพรรคเพื่อรักษาเสียงในสภาให้เพียงพอ ดังนั้น ควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ทำให้เกิด “พรรคปัดเศษ” จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ
นายสมเกียรติ กล่าวว่า นอกจากนี้ ควรลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความเรื่องจริยธรรม รวมถึงการยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ขยับโมเดลจากระบบที่ทำให้นายกฯอ่อนแอและมีพรรคหลายพรรค ไปสู่ระบบที่นายกฯเข้มแข็งมากขึ้นและมีพรรคการเมืองลดลง การเมืองจะได้สมดุลดีขึ้น ระหว่างการได้คนที่ใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนกับการได้คนมีความสามารถมาบริหารประเทศ ในขณะที่ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ฝากโจทย์ไปถึงครม.ชุดใหม่ โจทย์สำคัญของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่ รมว.พาณิชย์ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป มีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดกันการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ ส่วนนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่างๆ ของประชาชน การทำ “กิโยติน” กฎหมายถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง
นายสมเกียรติ กล่าวว่า ส่วนนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่ รมว.พลังงาน อยากเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากอยากมาลงทุนในไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขาดแคลน และหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรี จะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้าน จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ ส่วนโจทย์ของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่ รมว.ต่างประเทศ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ

