จากแต้มต่อของทำเล ทำให้ “สุขุมวิท 38” พื้นที่ต่อเชื่อมทองหล่อ ถูกยกให้เป็น “ซอยมหาเศรษฐี” หรือ Millionaire’s Row นอกจากเป็นย่านที่ไม่เคยหลับใหลแล้ว ยังรายล้อมไปด้วยโครงการที่อยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์
ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์อย่างเอ็มดิสทริค ที่สำคัญอยู่ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีทองหล่อ ในระยะที่เดินถึง
ยังมีโปรเจ็กต์ระดับท็อปของตระกูลดัง เข้ามาปักหมุดผุดโครงการอย่างคึกคัก ทั้งโครงการ “ปอร์เช่ ดีไซน์ ทาวเวอร์ แบงคอก” คอนโดมิเนียมระดับอัลตราลักชัวรี่ มูลค่าโครงการ 15,000 ล้านบาท ของค่ายอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ พัฒนาเป็นอาคารสูง 21 ชั้น บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ มี 22 ยูนิต และพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 525 ถึง 1,135 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 525 ล้านบาท จนถึง 1,400 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2571
ถัดมาโครงการ “ดิ โอกุระ เพรสทีจ สุขุมวิท กรุงเทพ โฮเทล และสปา” โรงแรมลักชัวรี่ของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เตรียมเดินหน้าการก่อสร้างต้นปี 2569 เปิดบริการปี 2571 มีทั้งหมด 200 ห้อง โดย AWC ตั้งเป้าพัฒนาย่านทองหล่อเป็นโอเอซิสแห่งการพักผ่อนใจกลางเมือง ด้วยบริการด้านสุขภาพองค์รวมและการเข้าพักแบบระยะยาว

อีกโครงการที่เป็นไฮไลต์ “เดอะ เรสซิเดนเซส 38” (THE RESIDENCES 38) โครงการมิกซ์ยูส มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาทเป็นการลงทุนโดยบริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้เนรมิตที่ดินกว่า 2 ไร่ติดสถานีรถไฟฟ้า ขึ้นตึกสูงระฟ้า 36 ชั้น มีครบทั้งที่อยู่อาศัย เซอร์วิสเรสซิเดนซ์ และร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์
โดยมีบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เจ้าตลาดคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า ที่แตกไลน์ธุรกิจสู่การรับบริหารและพัฒนาโครงการอสังหาฯครบวงจร ดูแลโครงการให้ตั้งแต่การพัฒนา การวางแผนด้านการขาย การตลาด และแต่งตั้งให้ “ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด” เป็นผู้บริหารงานเซอร์วิสเรสซิเดนซ์

ปัจจุบันโครงการสร้างเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ และเปิดให้ชมโครงการแล้ว โดยภายในโครงการแบ่งพื้นที่เป็น 2 โซน ตั้งแต่ชั้น 12-23 พัฒนาเป็นเซอร์วิสเรสซิเดนซ์แบบลักชัวรี่ 115 ยูนิต ภายใต้แบรนด์ La Clef Bangkok by The Crest Collection บริหารโดย “ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด” มีระยะเวลาเช่าตั้งแต่ 3 เดือนเป็นต้นไป ในราคาเริ่มต้น 120,000-130,000 บาทต่อเดือน หลังเปิดตัวเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาขณะนี้มีลูกค้าชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ทั้งเอเชียและยุโรป เข้ามาใช้บริการแล้ว 30%

ขณะที่ชั้นบนตั้งแต่ชั้น 24-36 เป็นคอนโดมิเนียมที่พักอาศัย มีจำนวน 56 ยูนิต รูปแบบห้องพักมีตั้งแต่ 1 ห้องนอนไปจนถึงเพนต์เฮาส์ด้วยขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 57-464 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 22.9-246 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ตารางเมตรละ 400,000-500,000 บาทล่าสุดมียอดขายแล้วประมาณ 20% ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าชาวต่างชาติ เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น อินเดีย ทั้งซื้ออยู่อาศัยเองและซื้อลงทุนเพื่อการปล่อยเช่า

การที่โครงการได้รับความสนใจจากลูกค้า โดยเฉพาะชาวต่างชาติ นอกจากทำเลที่อยู่ใจกลางเมืองและเป็นโซนยอดนิยมของต่างชาติแล้ว ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะโครงการมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น สระว่ายน้ำ ออนเซ็น เลานจ์ ฟิตเนสเซ็นเตอร์ 24 ชั่วโมง พร้อมเทรนเนอร์ประจำเดือน มีที่จอดรถ 100% รวมถึงมีสิทธิพิเศษการเข้าพักที่ La Clef Bangkok เช่น การทำความสะอาดแบบบริการรายวันและดูแลห้องพัก ซักแห้งและดูแลเสื้อผ้าพรีเมียม ยังมีรถลีมูซีนสนามบินรับ-ส่งแบบส่วนตัว

กวิน กาญจนพาสน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แรบบิทโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เล่าถึงที่มาของโครงการว่า โครงการเดอะ เรสซิเดนเซส 38 นี้ เราคิดมานานแล้ว แต่บีทีเอสกรุ๊ปไม่มีทีมงาน ประสบการณ์ทำโครงการลักชัวรี่ พอดีคุณโก้ (ชานนท์ เรืองกฤตยา) เป็นเพื่อนผมมานานแล้ว จึงคุยคอนเซ็ปต์การพัฒนาที่เราอยากได้ จนออกมาเป็นโครงการแรกที่มีคอนโดมิเนียม เซอร์วิสเรสซิเดนซ์ ร้านอาหาร
“สิ่งที่ผมชอบคือ ร้านอาหาร เพราะผมชอบกิน แต่คุณโก้ไม่ค่อยชอบกินจึงคิดว่าเราจะทำยังไง เพื่อให้เราอยู่ด้วยกัน จึงเป็นโจทย์การดีไซน์และแพชชั่นสำหรับโปรเจ็กต์นี้ ผมดีใจมากๆ ที่ทำให้โปรเจ็กต์นี้สำเร็จได้”
“กวิน” บอกด้วยว่า เราเลือกอนันดามาเป็นผู้บริหารโครงการนี้ เนื่องจากเห็นศักยภาพ และความเชี่ยวชาญของอนันดา ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมติดแนวรถไฟฟ้า และความสามารถในการสร้างสรรค์โครงการรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมืองได้อย่างแตกต่าง สิ่งที่พิเศษที่สุดของโครงการ คือการนำแพชชั่นเกี่ยวกับอาหาร มาสร้าง World-Class Dining Experience ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย สามารถสัมผัสประสบการณ์รับประทานอาหารส่วนตัวระดับโลก

ด้วย Chef Man Private Kitchen โดยเชฟ Wai Yin Man และ Kappo Takashi โดยเชฟ Takashi Sasaki อยู่ที่ชั้น 11 ของอาคาร โดยทั้งหมดเป็นเชฟมิชลินจากบริษัท เทอร์เทิล ทเวนตี้ทรี จํากัด (Turtle 23) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบีทีเอส กรุ๊ป
“โครงการเดอะ เรสซิเดนเซส 38 จึงไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นเดสทิเนชั่น ของการใช้ชีวิตและอาหารระดับโลก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างลงตัวและแท้จริง”

ด้าน ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อนันดาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า การพัฒนาโครงการนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างคอนโดมิเนียมหรือเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ชีวิตแบบครบวงจรให้กับผู้อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ ซึ่งโครงการได้มีการออกแบบโดยสถาปนิกระดับโลก Antonio Citterio จาก ACPV ARCHITECTS ร่วมด้วย PIA Interior ที่ถ่ายทอดความหรูหราในทุกมิติและ SHMA ที่สร้างงานภูมิสถาปัตยกรรมยั่งยืน
ภายใต้แนวคิด French Art de Vivre หรือ The Art of Living ที่ผสมผสานศิลปะสไตล์ฝรั่งเศสเข้ากับความเป็นไทยอย่างกลมกลืนในรูปแบบโมเดิร์นทันสมัย ถ่ายทอดผ่านดีไซน์และการเลือกใช้วัสดุคุณภาพระดับสากล ประกอบกับทำเลอยู่ใจกลางเมือง ทำให้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าไทยและต่างชาติเป็นอย่างดี ทั้งที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองและเพื่อการลงทุน

“เราออกแบบโครงการให้ครึ่งหนึ่ง ทำเป็นแอสเสทให้บีทีเอส เก็บเป็นทรัพย์สินสำหรับสร้างรายได้ระยะยาว คือเซอร์วิสเรสซิเดนซ์มี 115 ยูนิต อีกครึ่งหนึ่งเป็นคอนโดสำหรับการขาย และลงทุน 56 ยูนิต”
แม้ว่าอนันดาจะผ่านการพัฒนาโครงการแนวสูงมานับไม่ถ้วน แต่สำหรับโครงการนี้ “ชานนท์” สะท้อน… “ความยากคือ การดีไซน์ที่ต้องผสมผสานระหว่างสไตล์ฝรั่งเศสกับไทยยังไงให้มีความลงตัวต้องเบรนสตรอมกันมาก ซึ่งอนันดาเป็นพันธมิตรกลุ่มแอสคอทท์อยู่แล้ว จึงคุยกันว่าจะหาแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอที่โดดเด่นและไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน จึงเป็นที่มาของการขอใช้ชื่อ La Clef ซึ่งเป็นสถานที่โรงแรมดังที่ปารีส และถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในเอเชีย”
ในแง่ของการเลือกโลเกชั่น “ชานนท์” เล่าว่า อนันดาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะเกาะไปตามแนวรถไฟฟ้า จะคุ้นเคยกับทำเลสุขุมวิท และจะนิยามสุขุมวิทเป็น Mid-Sukhumvit ตั้งแต่อโศกยันเอกมัย จึงมาดูว่าตรงไหนในโลเกชั่นของสุขุมวิทที่จะลักชัวรี่ที่สุด ณ วันนี้ มีช่วงสุขุมวิทต้นๆ คือเริ่มที่ซอยนานา ถัดมาเป็นสุขุมวิทตอนกลาง ที่มีโครงการที่หลากหลาย มีเอ็มดิสทริคที่เป็นเวิลด์คลาสเดสทิเนชั่นด้านการช้อปปิ้ง

“ซอยสุขุมวิท 38 เป็นซอยใหญ่ มีหลายโครงการที่จะพัฒนา ฝั่งตรงข้ามโครงการ เดอะ เรสซิเดนเซส 38 ต้นปีหน้าทาง AWC จะทำโรงแรม ถัดไปอีกประมาณ 100 เมตร เป็นโครงการปอร์เช่ ดีไซน์ ทาวเวอร์ แบงคอกของอนันดา ยังมีบ้านผู้ใหญ่ บ้านมหาเศรษฐีหลายๆ ตระกูล บ้านท่านทูตนอร์เวย์ และมีวังด้วย ผมมานั่งคิดดูว่าสุขุมวิทไม่มีโลเกชั่นไหนที่จะลักชัวรี่เท่าซอยนี้ มีมิชลินสตาร์ เป็น Millionaire’s Row เมื่อดูนิยามของซอยนี้แล้วก็เหมาะสมที่เราเอาแบรนด์ La Clef ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์เข้ามา เราเลือกของที่ดีที่สุด ไฮไลต์โครงการคือ เราพยายามดึงแพชชั่นของเควิน (กวิน) เข้ามา มีเชฟแมน ร้านอาหารในเครือของเทอร์เทิลที่มีอยู่มากมาย”
ทั้งหมดนี้จึงน่าจะเป็นคำตอบ ทำไม “สุขุมวิท 38” จึงติดโผทำเลทอง!

