หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดภารกิจ ‘ด...

เปิดภารกิจ ‘ดรีมทีม’ รัฐบาลอนุทิน 120 วัน ปลดหนี้ แก้จน ฟื้นเศรษฐกิจ

15.09.25 | 10:17 น.
เปิดภารกิจ‘ดรีมทีม’รัฐบาลอนุทิน

การผลัดใบทางการเมือง จาก “รัฐบาลเพื่อไทย” สู่ “รัฐบาลเฉพาะกิจ” นำโดยพรรคภูมิใจไทย มี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะคลายความกังวลเดดล็อกทางการเมือง แต่ด้วยเวลาที่จำกัด 4 เดือน ทำให้ความมั่นใจและความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย จึงยังไม่กลับมาในทันที

จึงมีการดึงคนนอกเข้ามาเป็น “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” มี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นแม่ทัพใหญ่ นั่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตซีอีโอกลุ่มดุสิตธานี นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตซีอีโอ บมจ.ปตท. คุมกระทรวงพลังงาน

⦁เอกชนขานรับ-ฝากแก้ปัญหาปากท้อง

หลัง “ครม.อนุทิน 1” เผยโฉมออกมา มีเสียงขานรับจากภาคธุรกิจคึกคัก ที่มาพร้อมกับความหวังจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นได้ไม่มากก็น้อย โดย “อนุทิน” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ออกมาประกาศจะใช้เวลา 4 เดือนก่อนยุบสภา เร่งแก้ปัญหา 4 ด้าน 1.ปัญหาเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ขนส่ง ให้แก่ประชาชน แก้ปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อย

2.ปัญหาความมั่นคง แก้ปัญหากรณีข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ด้วยแนวทางสันติภาพ ลดการสูญเสียของประชาชน 3.ปัญหาภัยธรรมชาติ ทำระบบเตือนภัย ป้องกันภัย เยียวยาฟื้นฟู และ 4.ปัญหาภัยสังคม ปราบปรามการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนันและพนันออนไลน์

Advertisement

เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่า ด้วยเวลาจำกัดรัฐบาลควรเน้นมาตรการเฉพาะหน้า บรรเทาปัญหาเร่งด่วน สร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ลดต้นทุนด้านพลังงานให้ผู้ประกอบการ ช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพิ่มสภาพคล่อง ลดภาษี แก้ไขปัญหาหนี้เสีย เร่งเจรจาการค้ากับต่างประเทศ ปรับปรุงระบบธุรกิจและภาษีให้ทันสมัย ลดความซ้ำซ้อนเอื้อต่อการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

อธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กำลังกลั่นกรองข้อเสนอแนะของสมาชิก ออกเป็นนโยบายควิกวิน เพื่อเสนอนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าฯ ทำเป็นสมุดปกขาวเสนอรัฐบาลชุดใหม่ หลักๆ เช่น ดูแลค่าเงินบาท เร่งเจรจา FTA แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ชะลอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 50% ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น คนละครึ่ง

อิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจอสังหาฯและอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้เสนอควิกวินให้สภาหอการค้าฯแล้ว อาทิ ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 50% ในปี 2569 ขยายบทบาทบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ค้ำประกันสินเชื่อผู้ซื้ออสังหาฯเพื่อการอยู่อาศัยได้ มีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ เช่น ขยายเพดานลดค่าโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% จากเดิมไม่เกิน 7 ล้านบาท เป็นราคามากกว่า 7 ล้านบาท ตรวจสอบนอมินีต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจอสังหาฯและการก่อสร้าง เป็นต้น

“ถือว่าดรีมทีมเศรษฐกิจรัฐบาล มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ น่าจะสร้างความเชื่อมั่นได้ระดับหนึ่ง แต่ด้วยเวลา 4 เดือนต้องทำนโยบายที่จับต้องได้เช่น ลดราคาสินค้า ค่าไฟฟ้า ค่าพลังงาน หรือเที่ยวคนละครึ่งเมืองรอง เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้เศรษฐกิจฐานราก ขณะเดียวกันต้องวางรากฐานบางอย่างไว้เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจได้เห็นแสงสว่างในอุโมงค์ถึงนโยบายที่จะทำต่อไป ดังนั้นต้องใช้เวลา 4 เดือนให้เป็นประโยชน์” อิสระกล่าว

อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ภาพรวมทีมเศรษฐกิจรัฐบาลทั้งคลังและพาณิชย์ที่ดึงคนนอกมาช่วย รวมถึงเริ่มเห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนออกมา เช่น คนละครึ่งน่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ระดับหนึ่ง ซึ่งความเชื่อมั่นถือเป็นสิ่งสำคัญต่อกำลังซื้อของภาคธุรกิจ สะท้อนจากตลาดรับสร้างบ้านที่ยอดขายลดลงต่อเนื่องกว่า 10% ทั้งนี้ สมาคมอยากให้รัฐบาลใหม่ต่ออายุมาตรการลดภาษีล้านละหมื่นที่จะสิ้นสุดในเดือนธันวาคมนี้ออกไปอีก และขยายวงเงินคืนสูงสุดจาก 100,000 บาท เป็น 200,000 บาท

⦁ลุยคนละครึ่ง2เวอร์ชั่น-หั่นค่าไฟ

ด้านความคืบหน้าด้านนโยบาย สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บอกว่ารัฐบาลโดยพรรคภูมิใจไทย กำลังหารือกับว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วง 4 เดือนนี้ กำลังดูยังมีงบประมาณเหลืออยู่เท่าไหร่ ที่นำมาดำเนินการได้ทันที เช่น งบกลาง งบกันเหลื่อมปี เพื่อออกมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ไม่ว่าคนละครึ่ง ซึ่งอาจต้องใช้งบมากกว่า 25,000 ล้านบาท ลดค่าไฟซึ่งกำลังดูจะปรับลดได้อีกเท่าไหร่ โดยจะพยายามลดให้ได้มากที่สุด

“สัดส่วนร่วมจ่ายคนละครึ่ง ยังคงเดิม ผู้เสียภาษีจ่าย 60:40 ประชาชนทั่วไป 50:50 แต่กรณี 60:40 อาจเป็นเวอร์ชั่น 2 หากงบไม่พอหรือยังไม่สามารถทำได้ เพราะต้องดูความพร้อมระบบด้วย แต่ถ้าทำได้เลยก็ทำ จะพยายามทำให้ได้เร็วที่สุด ส่วนเที่ยวไทยคนละครึ่งยังตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับงบประมาณ”

“สิริพงศ์” กล่าวว่า ส่วนการลดค่าเดินทางสำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้านั้น ภายใน 4 เดือนนี้อาจได้เห็นโครงการ แต่อาจจะไม่ใช่ราคา 20 บาทตลอดสาย อาจจะเป็นแบบเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว จากนั้นคิดตามระยะทาง สูงสุดไม่เกิน 30 บาท 40 บาท หรือ 45 บาท เป็นการดำเนินการผ่าน พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ส่วนจะเกิดขึ้นได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ.ตั๋วร่วมจะบังคับใช้เมื่อใด

⦁คลังเจอโจทย์หนี้ครัวเรือน-เพิ่มรายได้ภาษี

เมื่อเจาะกระทรวงเศรษฐกิจภายใต้รัฐมนตรีคนนอก ในส่วนของกระทรวงการคลัง มี “เอกนิติ” คุมนโยบายไม่เพียงสานต่อ “คนละครึ่ง” กระตุ้นใช้จ่าย พยุงเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ที่อ่อนแรงจากปัญหาหนี้ครัวเรือน การท่องเที่ยวที่พลาดเป้า การส่งออกเริ่มแผ่ว

ยังต้องบริหารการคลัง เพดานหนี้ เพื่อรักษาวินัยการคลัง รวมถึงการรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท ลดหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยต้องทำงานสอดประสานไปกับ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่

ขณะเดียวกันคงต้องจับตาจะมีการสานต่อโครงการหวยเกษียณ การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงินหรือ Financial Hub และนโยบายภาษีเงินได้ติดลบหรือ Negative Income Tax (NIT) นโยบายของพรรคเพื่อไทยหรือไม่

การเพิ่มรายได้จากการเก็บภาษีให้เข้าเป้า เป็นอีกภารกิจเร่งด่วนขุนคลังป้ายแดง หลังผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567-กรกฎาคม 2568) จัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 2,250,177 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 40,827 ล้านบาท หรือ 1.8% แต่ต่ำกว่าประมาณการ 37,637 ล้านบาทหรือ 1.6% เนื่องจากหากรายได้เข้ารัฐน้อย การผลักดันโครงการที่ต้องใช้งบประมาณอาจจะยาก

⦁ความหวังคนไทยใช้‘พลังงานถูกลง’

“กระทรวงพลังงาน” เป็นอีกกระทรวงที่ดูแลปากท้องของประชาชน หลังได้คนพลังงานตัวจริงเสียงจริงมารันงาน จึงทำให้ถูกคาดหวังอย่างมากกับผลงานในช่วง 4 เดือนนี้ โดยเฉพาะมาตรการลดค่าพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และการตรึงราคาก๊าซหุงต้มแอลพีจีที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายนนี้ นอกเหนือจาก “ความมั่นคง” ทางพลังงานของประเทศและการวางรากฐานเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว ที่เป็นภารกิจใหญ่และท้าทายแล้ว

ก่อนหน้านี้ “อรรถพล” ได้กล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการพลังงานบริเวณพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับกัมพูชาว่า ประเทศไทยจะไม่ดำเนินการเจรจาหรือหารือใดๆ เกี่ยวกับผลประโยชน์ด้านพลังงานกับกัมพูชา จนกว่าปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนจะยุติลงอย่างชัดเจน

ส่วนนโยบายที่เคยเดินหน้ามาก่อนนี้ ไม่ว่าระบบ “พูลก๊าซ” เพื่อประชาชน ซึ่งได้มีการเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาและเห็นชอบในหลักการแล้ว แม้จะยังไม่ถึงฝั่ง แต่ก็เป็นที่จับตาว่ารัฐบาลเฉพาะกิจจะสานต่อหรือพักไว้แค่นี้

⦁พณ.รับมือราคาข้าว-ส่งออก-ทรัมป์

สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของ “ศุภจี” ที่มานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ครั้งแรกท่ามกลางประเด็นร้อนที่ต้องเร่งตัดสินใจและฝ่าฟันไปให้ได้ในหลายเรื่อง

ไม่ว่างานภายในประเทศที่ต้องเคลียร์ให้ชัดกับมาตรการและแนวทางช่วยเหลือภาคเกษตร โดยเฉพาะการแก้ปัญหาผลผลิตข้าวเปลือกล้นตลาดและราคาต่ำ จากปัจจัยหลักฝนชุก แม้ส่งผลดีต่อผลผลิตข้าวเปลือกนาปรัง-นาปรังมากขึ้น แต่สวนทางกับปริมาณส่งออกข้าวไทยมีโอกาสหดตัวหนักอีกครั้ง

จากกระแสข่าวอินเดียเตรียมระบายสต๊อกข้าว 20 ล้านตัน และผลผลิตข้าวของประเทศผู้นำเข้าสำคัญมีมากขึ้น เริ่มเห็นสัญญาณแล้วจากชาวนาร้องทุกข์ว่าเคยขายข้าวเปลือกเจ้าได้กว่า 7,000-8,000 บาทต่อตัน วันนี้ราคารูดเหลือ 5,500-6,000 บาท

ยังมีพืชเศรษฐกิจอื่นๆ รอแก้ปัญหาเดียวกัน ทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำมันปาล์ม และผลไม้ ทั้งหมดนี้มีงบประมาณพร้อมช่วยเหลือเฉพาะด้าน ซึ่งต้องทำควบคู่กับลดภาระค่าครองชีพประชาชน แม้เงินเฟ้อต่ำแต่ราคาอาหารจานด่วนไม่ต่ำตาม

อีกงานหลักของกระทรวงพาณิชย์คือ เป็นแม่งานผลักดันการส่งออกซึ่งยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้าของประเทศคู่ค้าที่มีการเกินดุลการค้า โดยประเทศไทยเจอในอัตรา 19% ยังต้องติดตามภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) และเงื่อนไขในทุกรายการสินค้าที่นำเข้าและส่งออกระหว่างกัน ซึ่งสหรัฐอยู่ระหว่างการเจรจา รวมถึงไทย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2-3 เดือนหรือก่อนสิ้นปี 2568

ดังนั้น ระหว่างทางส่งออกของไทย ยังเจอความเสี่ยงอยู่ แม้ก่อนภาษี Tariff ของสหรัฐมีผล ทุกประเทศเร่งนำเข้าไว้เป็นสต๊อก จนตัวเลขส่งออกพรวดเกิน 10% สูงกว่าคาดการณ์ไว้ 2-3% บวกกับค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้ราคาสินค้าไทยแพงกว่าประเทศส่งออกประเภทเดียวกัน 7-8% ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกไตรมาสส่งท้ายปีนี้ถึงต้นปี 2569 อาจมีตัวเลขไม่สวยมากนัก ซึ่งภาษีทรัมป์มาพร้อมกับความคาดหวังต่อมาตรการช่วยเหลือที่ได้รับกระทบจากภาษีทรัมป์ และเจอสินค้าไหลเข้าจากจีนหรือประเทศส่งเข้าสหรัฐไม่ได้เทเข้ามาดัมพ์ตลาดไทย

ขณะที่งานคงค้าง ที่ต้องจบให้ได้ในสิ้นปี 2568 คือ ปิดดีลเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ซึ่งจะเป็นอีกเครื่องมือช่วยเพิ่มการค้าไทย แต่ยังติดประเด็นหลายชาติยังไม่ยินยอมต่อข้อตกลงของไทย ซึ่งการลงเสียงอียู 27 ประเทศไม่ครบ ทำให้เอฟทีเอฉบับนี้จะล่าช้าออกไป

เหล่านี้ล้วนเป็นงานเร่งด่วนระยะสั้นช่วง 4 เดือนที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรับมือให้ได้ ส่วนอะไรทำก่อน-ทำหลัง รมต.ป้ายแดง “ศุภจี” ออกตัวไว้ตั้งแต่พบสื่อครั้งแรกในวันอำลาดุสิตธานี

“ระยะเวลาสั้นๆ เป็นช่วงเวลาที่มีความท้าทาย มีความสำคัญมาก ประเทศเราต้องเดินไปข้างหน้าไม่ว่าจะสั้นแค่ไหน ตนในฐานะที่มีโอกาสได้ทำงานมาหลากหลาย รวมถึงงานระหว่างประเทศ มีความตั้งใจจะนำเอาประสบการณ์ ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมดมาทุ่มเทในระยะเวลาสั้นๆ นี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถือเป็นความท้าทาย แต่เราก็มีความมั่นใจว่าสามารถทำได้ แม้จะทำไม่ได้ทุกอย่าง แต่เราจะเลือกสิ่งที่เห็นผลมากที่สุด”

⦁‘ท่องเที่ยว’แก้โจทย์นทท.หาย

สำหรับ “ภาคท่องเที่ยว” อีกเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจไทย วันนี้ต้องยอมรับว่าไม่เหมือนเดิม หลังเผชิญแรงกดดัน “นักท่องเที่ยวจีน” ลดลงไปจำนวนมาก จากปัญหาขาดความเชื่อมั่น และหันไปท่องเที่ยวประเทศอื่น อย่างญี่ปุ่นและเวียดนาม

ล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุสถานการณ์ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” เดินทางเข้าไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 สิงหาคม มีจำนวนสะสม 21,879,476 คน ลดลง 7.16% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1,014,303 ล้านบาท ลดลง 5.4%

ดังนั้นโจทย์สำคัญที่ อรรถกร ศิริลัทธยากร เจ้ากระทรวงคนใหม่ ต้องเร่งสะสางนั่นคือ ฟื้นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงเข้ามามากขึ้น คู่ขนานไปกับการเปิดตลาดใหม่ รวมถึงจัดแคมเปญดึงคนไทยเที่ยวไทย อย่างเที่ยวคนละครึ่ง และโปรโมตอีเวนต์ใหญ่ อย่าง Tomorrowland ที่จะจัดที่จังหวัดชลบุรีปลายปี 2569 เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ

ถือเป็นโจทย์ร้อน ท้าทาย รัฐบาลเฉพาะกิจ ที่ต้องเดินหน้า ท่ามกลางความคาดหวังของคนไทยทั้งประเทศ ส่วนนโยบายไหนจะคิกออฟได้ก่อนหรือได้เริ่มต้นบ้างใน 4 เดือนนี้ คงต้องติดตามกันต่อไป!!