น่าจับตาการเปลี่ยนผ่าน “ดุสิตธานี” หลังมีการผลัดใบซีอีโอกรุ๊ป ภายหลัง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ลาออกจากตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หลังทำงานภายใต้ชายคาดุสิตธานีร่วม 10 ปี เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “ทีมเศรษฐกิจ” รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
โดยเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 คณะกรรมการดุสิตธานีแต่งตั้ง ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (ซีอีโอกรุ๊ป) อีกหนึ่งตำแหน่ง เพื่อรับไม้ต่อการบริหารจัดการและนโยบายต่างๆ ในระยะเปลี่ยนผ่าน สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น
ไม่ว่าโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค” โปรเจ็กต์มิกซ์ยูส มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท ที่ร่วมกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ที่เพิ่งเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบเมื่อเร็วๆ นี้ และโครงการ “ดุสิต อจารา หัวหิน” มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาทแบรนด์ใหม่ที่ “กลุ่มดุสิตธานี” กำลังเดินหน้าพัฒนาโครงการเพื่อขยายสู่ตลาดอสังหาฯระดับอัลตราลักชัวรี่ ตามแผนจะเริ่มการก่อสร้างได้ตั้งแต่กลางปี 2569 และแล้วเสร็จในปี 2571
สำหรับโครงการนี้จะเป็น Branded Residences สไตล์ The Only Thai Branded Residences โครงการแรก เป็นโครงการที่ผสมผสานความเชี่ยวชาญของกลุ่มดุสิตธานี ทั้งด้านการบริหารโรงแรมและการบริการ มีเนื้อที่ 20 ไร่ พัฒนาเป็นโครงการที่พักอาศัยเป็นแบบ Low Rise, Low Density ภายใต้คอนเซ็ปต์ Multi-generational Living ประกอบไปด้วย 7 อาคาร แบ่งเป็น อาคาร 3 ชั้น จำนวน 4 อาคาร และอาคาร 6 ชั้น จำนวน 3 อาคาร รวมทั้งสิ้น 96 ยูนิต โดยยูนิตจะมีขนาดตั้งแต่แบบ 1 ห้องนอน ขนาด 70-90 ตารางเมตร แบบ 2 ห้องนอน ขนาด 120-180 ตารางเมตรแบบ 3 ห้องนอน ขนาด 250 ตารางเมตร และเพนต์เฮาส์ ขนาด 300 ตารางเมตร
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องความขัดแย้งของ 3 ทายาทดุสิตธานี ระหว่าง ชนินทธ์ โทณวณิก พี่ชายคนโตกับน้องสาว สินี เธียรประสิทธิ์ และ สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค ที่ยังเป็นที่จับตาถึงบทสรุปสุดท้าย หลังจากที่บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ขอใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ดุสิตธานี เสนอถอดถอน “ชนินทธ์” ออกจากกรรมการบริษัทในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 26 กันยายน 2568 จากปมปัญหา “ดุสิตธานี” ไม่ได้จ่ายเงินปันผลมากว่า 5 ปี และขาดทุนสะสมกว่า 1,254 ล้านบาท ซึ่งผลการลงมติในวันนั้นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางและโครงสร้างอำนาจของดุสิตธานีในอนาคต
ล่าสุด งานแถลงข่าวกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT “ทิศทางการบริหารงานของดุสิตธานี : จากความสำเร็จในปัจจุบัน สู่การสร้างสรรค์บทใหม่” เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ทาง “ชนินทธ์” ได้กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า…ส่วนตัวมองว่าปัญหาจะจบลงด้วยดี มีการพูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ ไม่ต้องเป็นห่วงทุกฝ่ายต้องการให้ผลออกมาดี สิ่งที่ควรให้ความสำคัญต่อไปคือ ทิศทางการดำเนินธุรกิจดุสิตธานีและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุน
สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มดุสิตธานีหลังจากนี้ “ชนินทธ์” กล่าวย้ำว่า จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากแผนงานเดิมที่ได้ถูกวางรากฐานไว้อย่างมั่นคงตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการศึกษา ธุรกิจอาหาร และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ที่จะเดินหน้าสร้างการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้
“โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ของตนและคณะกรรมการ ด้วยเหตุผลว่า โรงแรมดุสิตธานีเดิมมีอายุกว่า 50 ปี ถึงเวลาต้องปรับปรุงสร้างตำนานบทใหม่ และโครงการยังถูกออกแบบให้เป็นมิกซ์ยูส มีทั้งโรงแรม ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และที่พักอาศัย จึงต้องเลือกพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ อย่างศูนย์การค้าและอาคารสำนักงานได้ร่วมกับเซ็นทรัล แต่ในช่วงโควิดที่ยืดเยื้อ 3 ปี ส่งผลให้การก่อสร้างล่าช้าจากแผน 2 ปี แต่ก็สามารถเดินหน้าโครงการจนเปิดบริการ ยังมีสวนลอยฟ้าดุสิตอรุณ ขนาด 7 ไร่ ที่เรามุ่งหวังจะสร้างประโยชน์ต่อสังคมและนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ” ชนินทธ์กล่าว
ยังแจกแจงเพิ่มเติมว่า แม้ในวันนี้ “ดุสิตธานี” มีผลขาดทุนสะสมกว่า 1,000 ล้านบาท จนเป็นสาเหตุให้บริษัทงดจ่ายเงินปันผลตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา แต่บริษัทกำลังสร้าง “รายได้” ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนถึงกว่าเท่าตัว จากปี 2557 ที่กลุ่มดุสิตธานีมีรายได้รวม 5,370 ล้านบาท เพิ่มเป็น 11,204 ล้านบาทในปี 2567 และกำลังจะเพิ่มขึ้นและพลิกเป็นบวกได้ในปี 2569
“จุดเปลี่ยนคือ การรับรู้รายได้จากการขายดุสิต เรสซิเดนเซส 406 ยูนิต ที่ขายไปแล้ว 90% คิดเป็นมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท จะทยอยโอนและรับรู้รายได้ในปี 2569 ประมาณ 80% ส่วนที่เหลือจะรับรู้ในปี 2570 รวมถึงโรงแรมอีกกว่า 50 แห่งทั่วโลกที่อยู่ในแผนการขยายธุรกิจของดุสิตธานี จึงคาดการณ์ว่าจะช่วยปลดหนี้สินจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่นำมาลงทุนดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค 5,000 ล้านบาท ได้เกือบทั้งหมด พร้อมสนับสนุนผลการดำเนินงานของดุสิตธานีกลับมามีกำไร หากเป้าหมายการโอนที่อยู่อาศัยเป็นไปตามเป้า ตัวเลขขาดทุนที่เห็นกำลังจะกลายเป็นอดีตในไม่ช้านี้” ชนินทธ์กล่าว
พร้อมกับย้ำว่า อนาคตของ “ดุสิตธานี” ในวันนี้ขยายไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องและพร้อมที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนถึง 5 ธุรกิจ จากเดิมมีเพียง 2 ธุรกิจ ประกอบด้วย โรงแรมและวิลล่า 27 แห่ง เพิ่มเป็น 297 แห่ง โดยเป็นโรงแรม 57 แห่ง และวิลล่า 240 หลัง นอกจากนี้ ยังขยายการลงทุนไปยังจุดหมายปลายทางสู่ 18 ประเทศทั่วโลก จาก 8 ประเทศทั่วโลก และมีแบรนด์โรงแรมในพอร์ต 9 แบรนด์ จากเดิม 4 แบรนด์ ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า
นอกจากนี้ “กลุ่มดุสิตธานี” ยังให้ความสำคัญกับพนักงานกว่า 20,000 คนทั่วโลก แม้ในช่วงที่ต้องเผชิญความยากลำบากท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 แต่ “ดุสิตธานี” ยังคงยืนยันที่จะลงทุนใน “ทุนมนุษย์” โดยไม่มีนโยบายปลดพนักงาน และพร้อมที่เดินหน้าฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน ซึ่งวันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การรักษาพนักงานไว้และอดทนรอจนวิกฤตผ่านพ้น ทำให้พร้อมที่จะเดินหน้าให้บริการด้วยมาตรฐานของดุสิตธานี ดังนั้น ทั้งโครงสร้างองค์กร โครงสร้างธุรกิจ และโครงสร้างทางการเงินของกลุ่มดุสิตธานี ที่วางรากฐานไว้ จะสามารถรองรับกับทุกความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง

