หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.อ.ท. หวัง ร...

ส.อ.ท. หวัง รบ.ใช้เมดอินไทยแลนด์ ช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงงานรัฐ ลดนำเข้าสินค้าถูกตปท.

15.09.25 | 16:25 น.

ส.อ.ท. หวัง รบ.ใช้เมดอินไทยแลนด์ สร้างพายุหมุนศก. ช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงงานรัฐ-ลดนำเข้าสินค้าถูกต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานส.อ.ท. กล่าวภายหลังหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมทีมว่าที่รัฐมนตรี ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาค ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุชาติ ชมกลิ่น ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายธนกร วังบุญคงชนะ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมทีมผู้บริหารส.อ.ท. ว่า นอกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่ง ที่รัฐบาลของนายอนุทินเตรียมดำเนินการทันทีนั้น ในส่วนของส.อ.ท. อยากให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการเมด อิน ไทยแลนด์ เพราะจะสร้างพายุหมุนได้จริง โดยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐปัจจุบันกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลางกำหนดสัดส่วนเมดอินไทยแลนด์จากเอสเอ็มอีจะได้แต้มต่อ 5% อยากให้เพิ่มเป็น 10-20% ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ จนกว่าสถานการณ์เอสเอ็มอีที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนักเริ่มคลี่คลาย หากขยายได้จะทำให้มีปริมาณเงินหมุนในระบบหลายแสนล้านบาท

นอกจากนี้ได้หารือถึงการเจรจาภาษีสหรัฐฯ ที่ยังต้องดำเนินการต่อ โดยเฉพาะในรายละเอียดเรื่องโลคอลคอนเทนต์ว่าจะใช้มาตรฐานใด และอุตสาหกรรมใดที่ทำได้ และอุตสาหกรรมใดที่ทำไม่ได้ จะมีมาตรการเยียวยาอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ รวมถึงการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการหลั่งไหลของสินค้าราคาถูกที่เข้ามาทุ่มตลาด ซึ่งไทยโดนมากที่สุด และกระทบกับเอสเอ็มอีจำนวนมาก คาดหากสถานการณ์ดังกล่าวยังดำเนินการต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นจาก 24 กลุ่มในปี 2567 เป็น 30 กลุ่มในปีนี้ แต่เชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าว นายกฯ น่าจะเข้าใจดี

ส.อ.ท.ยังนำเสนอการลดต้นทุนพลังงานให้กับผู้ประกอบการและประชาชน ซึ่งผู้ประกอบการประสบปัญหาต้นทุนราคาพลังงานที่ค่อนข้างสูง ซึ่งจะต้องลดราคาพลังงานลงให้ได้ โดยส.อ.ท.ไม่เห็นด้วยกับนโยบายพูลก๊าซที่ผลักภาระให้ภาคอุตสาหกรรม ทำให้ต้นทุนผลิตสูงขึ้นถึง 50% แต่ค่าไฟลดเพียง 2-3% นโยบายนี้จะกระทบเศรษฐกิจวงกว้างและการลงทุนของประเทศ

Advertisement

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ได้หารือกับ นายอนุทิน ถึงปัญหาเอสเอ็มอี ที่ปัจจุบันเปราะบางที่สุด และมีปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนสูง การเข้าถึงแหล่งเงินทุน อยากให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เช่น การดำเนินการการแฮร์คัท การขยายวงเงินให้เอสเอ็มอีมากขึ้นหรือไม่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้เร็ว รวมถึงหน่วยงานเอสเอ็มอีจะต้องบูรณาการให้ทุน สนับสนุนทุน ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบกับเอสเอ็มอีได้ค่อนข้างมาก ขอให้รัฐออกมาตรการต่างๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ เช่น โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน อนุมัติได้ภายใน 3-7 วัน โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าธรรมเนียมช่วงแรก และเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสูงกว่าปกติ เช่น 80–100% เพื่อธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อทันที สินเชื่อเสริมสภาพคล่องด่วนพิเศษ 1%

ส่วนสถานการณ์ค่าเงินบาทนั้น มีการพูดถึงการส่งออกทองคำไปยังกัมพูชาที่มีสัดส่วนที่สูงมากผิดปกติ การเร่งการส่งออกไปก่อนหน้านี้ อาจมีความต้องการใช้เงินบาทสูง หรือมีบางอย่างในโครงสร้างหรือไม่ ที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะต้องไปพิจารณาให้ละเอียด ทราบว่า ธปท.ได้เชิญผู้ค้าทองคำมาพบ เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี หากแก้ไขไม่ตรงจุด จะเหนื่อยและไม่ได้ผล แต่หากรู้ปัญหาแก้ได้ตรงจุดถึงจะได้ผล ค่าเงินบาทที่เหมาะสม ในฐานะผู้ส่งออก อยากให้เงินบาทอ่อนค่ามากๆ เพื่อให้ได้เตรียมพร้อม โดยค่าเงินบาทหากอยู่ที่ 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะอยู่ในระดับที่สมดุลระหว่างส่งออกและนำเข้า แต่ก็ต้องดูประเทศเพื่อนบ้านด้วย