เศรษฐพุฒิ เปิดอกครั้งสุดท้าย ฐานะผู้ว่า ธปท. ห่วงไทยถูกลดความเชื่อมั่น-เสถียรภาพการคลังถูกฉุด
เมื่อวันที่ 16 กันยายน นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในฐานะผู้ว่าการ ธปท.ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2568 ต้องยอมรับว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2568) เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง หลายเรื่องไม่เคยปรากฏมาก่อน อาทิ โควิด-19 สงครามแท้จริงและสงครามภาษีการค้าที่ส่งผลเป็นวงกว้าง รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึกมานาน ทำให้ต้องปรับตัวรับโลกใหม่ พายุลูกใหญ่จากมาตรการกีดกันทางการค้า
โดยสิ่งที่เป็นห่วงคือ การถูกดาวน์เกรด หรือปรับลดความเชื่อมั่นของประเทศไทย ที่ความสะสมกลับมาได้ยาก จึงมองว่าการจะดำเนินนโยบายข้างหน้าของรัฐบาล ไม่ว่าจะทำอะไรก็อยากให้อยู่ในกรอบเสถียรภาพการคลัง ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว อย่าเพี้ยนไปจากกรอบที่มีอยู่ โดยระยะเวลาทำงานของรัฐบาล 4 เดือนตามที่กำหนดไว้ หากทำนโยบายระยะสั้นเพียงเท่านั้น เพื่อดึงดูดใจประชาชนให้ได้กลับมาอีกครั้ง มองว่านโยบายระยะยาวยิ่งต้องทำ เพื่อให้เห็นว่าไม่ได้สนใจแค่ระยะสั้นเท่านั้น
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ข้อกังวลต่อเสถียรภาพการคลังในยะยะยาว อาจเสี่ยงกระทบต่อเครดิตเรตติ้ง (Credit Rating) รวมถึงความน่าเชื่อถือ เพราะที่ผ่านมา รายได้รัฐบาลโตไม่ทันรายจ่ายที่เร่งขึ้น หากดูข้อมูลจากปีงบประมาณ 2562-2567 รายได้รัฐบาลเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7% โดยปีงบประมาณ 2567 เก็บรายได้อยู่ 2.79 ล้านล้านบาท ขณะที่รายจ่ายรัฐบาล เฉลี่ย 4% ต่อปี โดยปีงบประมาณ 2567 รายจ่ายอยู่ที่ 3.39 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นห่วงเรื่องเสถียรภาพการคลังระยะยาว ต้องเร่งฟื้นฟูฐานะการคลัง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลเสีย (Downside risk) หลังจาก Moody’s หรือบริษัทชั้นนำของโลกด้านการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของเครดิต (Credit Rating) สะท้อนความเห็นว่า ความแข็งแกร่งทางการคลังของประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะอ่อนแอลง ท่ามกลางความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเติบโตของประเทศ
“อย่างการทำนโยบายคนละครึ่ง ที่อาจมีการดำเนินการต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น อยากให้สอดคล้องกับกรอบความยั่งยืนของการคลังในระยะปานกลาง อีกทั้งการทำมาตรการขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบที่จะดำเนินการ ถ้าทำในรูปแบบที่ใหญ่ ใช้เงินเยอะ รัฐบาลก็ต้องมีวิธีให้ตลาด สาธารณชน บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของเครดิตประเทศ และทำให้เห็นว่าภาพการคลังระยะปานกลางของไทยยังดีอยู่ต่อเนื่อง
เพราะที่ผ่านมา มีการทำมาตรการช่วงวิกฤตที่มีความเสี่ยงว่าวิกฤตจบแล้ว แต่ยังมีมาตรการอยู่ อาทิ ปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง มีมาตรการที่ทำคือการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ชั่วคราวจาก 10% เหลือ 7% ทำเพียง 2 ปี แต่ขณะนี้ปี 2568 ยังมีการลด VAT จนถึงปี 2569 ซึ่งข้อเสียการทำนโยบายคือ ทำให้คนเคยชินกับการได้มาตรการเหล่านี้ได้” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า สำหรับการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากว่า 7% ซึ่งมีเชื่อมโยงกับการซื้อขายทองคำด้วยเงินบาท ทำให้มีการประชุมกันช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน และไม่ได้สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย พื้นฐานที่มี ซึ่ง ธปท.ก็ไม่ได้อยากเห็นค่าเงินบาทแข็งในลักษณะนี้ โดยเงินบาทกับทองคำ
ต้องบอกว่าคนไทยชอบซื้อขายทองคำเป็นเงินบาท พอทองขึ้นก็ขายออกและนำเงินเข้าประเทศ บวกกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง จึงมีผลหลายเด้งทำให้เงินบาทแข็งขึ้นกว่าเดิม โดยสิ่งที่ ธปท.ดำเนินการคือ มีการลดดอกเบี้ยลง แต่ก็ไม่ได้มีผลต่อค่าเงินมากขนาดนั้น ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ ฝั่งนโยบายก็พยายามดูแลเรื่องค่าเงิน เพื่อลดความผันผวนต่อเนื่อง
“กรณีการเสนอเก็บภาษีซื้อขายทองคำ เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินนั้น ขอย้ำว่าเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่หารือร่วมกันเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายมาตรการที่คุยกัน ซึ่งก็พยายามสนับสนุนให้ผู้ค้าขายทองคำ ใช้เงินดอลลาร์ในการซื้อแทน และหากจะดำเนินการใดจะมีการหารือร่วมกันทุกฝ่าย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนหารือกันเท่านั้น โดยขณะนี้แม้เศรษฐกิจไทยยังโตช้า แต่หากมองปัจจัยอื่น อาทิ ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวก ก็ทำให้เงินบาทยังมีความน่าไว้ใจอยู่ ส่วนความกังวลธุรกิจสีเทาที่อาจดึงเม็ดเงินเข้ามาดันให้เงินบาทบวก และการส่งออกทองคำไปกัมพูชาเยอะขึ้น ในภาพรวมไม่ได้ส่งผลค่าเงินบาท” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ส่วนความกังวลแบงก์รัน หรือการแห่ถอนเงินจนเกิดเป็นวิกฤตศรัทธาขั้น จากผลกระทบการกวาดล้างบัญชีม้า แต่มีการระงับธุรกรรมการเงินของบัญชีผู้บริสุทธิ์ไปด้วย จนเกิดความกังวลและสร้างความเดือดร้อนนั้น ต้องบอกว่าจากข้อมูลภาพรวมไม่ได้มีควาทผิดปกติในการทำธุรกรรมการเงินของธนาคารพาณิชย์
พบเพียงบางสาขาเท่านั้นที่มีการถอนเงินสดมากกว่าปกติ ทำให้ธนาคารต้องสำรองเงินสดเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยืนยันว่ายังไม่ได้ถึงกับเกิดวิกฤตภาวะแบงก์รันขึ้น ทั้งนี้ ต้องขออภัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เข้าใจถึงความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ แต่หากไม่ดำเนินการก็จะแก้ไขปัญหาการถูกหลอกโอนเงินไม่ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้รับผลกระทบสูงมากจริงๆ

