หน้าแรก เศรษฐกิจ ออมสิน ชี้ ศก...

ออมสิน ชี้ ศก.ไทยรอเผชิญสารพัดปัญหา ยันไม่ทิ้งคน-ธุรกิจตัวเล็ก เตรียมซอฟต์โลนรอกว่าแสนล้าน

16.09.25 | 23:57 น.

ออมสิน ชี้ ศก.ไทยรอเผชิญสารพัดปัญหา ยันไม่ทิ้งคน-ธุรกิจตัวเล็ก เตรียมซอฟต์โลนรอกว่าแสนล้าน

นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ยังมีผลกระทบจากภาษีสหรัฐ การปะทะชายแดนไทยและกัมพูชา ซึ่งสร้างความปั่นป่วนมากพอสมควร เนื่องจากภาษีสหรัฐมีผลกระทบกับการค้าขายระหว่างประเทศ ต้นทุนผู้ประกอบธุรกิจสูงขึ้น จึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ถือเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายเล็กๆ ที่มีขนาดธุรกิจต่ำกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มนี้คือลูกค้าที่ธนาคารออมสินเข้าไปดูแล แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ดูแลรายใหญ่ด้วย โดยผลประกอบการในปีนี้ ต้องยอมรับว่าหืดขึ้นคอมาก เพราะการลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เร่งขึ้นแรงในช่วงหลังๆ แต่ยังคาดว่าสิ้นปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แตะประมาณ 2 หมื่นล้านบาท รวมถึงมองว่า กนง.จะลดดอกเบี้ยลงแรงระดับ 1.0% ด้วย

“แรงกดดันที่ต้องเผชิญในระยะต่อไป ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะการส่งออกที่ชะลอจากนโยบายภาษีทางการค้าและการท่องเที่ยวที่หดตัว ปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ ภาวะหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินในระบบ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบกาเอสเอ็มอี ประชาชนกลุ่มฐานราก และผู้ประกอบการรายย่อย ธนาคารออมสินจึงเดินหน้ายุทธศาสตร์การเป็นธนาคารเพื่อสังคม ภายใต้ 4 ภารกิจหลัก เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินและสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมให้กับทั้งประชาชนและธุรกิจ” นายวีระชัย กล่าว

นายวีระชัย กล่าวว่า ธนาคารยังเดินหน้าขยายผลสร้าง Social Impact อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน ควบคู่กับการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเอไอเข้ามาช่วยยกระดับการดำเนินงานและการให้บริการทางการเงิน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการอนุมัติสินเชื่ออย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลดระยะเวลาอนุมัติสินเชื่อและต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงผู้ช่วยพนักงานสาขาในการค้นหาข้อมูลอย่างสะดวก รวดเร็ว และช่วยเพิ่มความแม่นยำในการให้บริการมากขึ้น โดยจะเริ่มใช้งานในไตรมาส 4/2568 นี้

นายวีระชัย กล่าวว่า บทบาทที่สำคัญคือ การสนับสนุนภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ธนาคารพร้อมเป็นเครื่องยนต์ทางการเงินในการให้ความช่วยเหลือและประคับประคองผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวและก้าวข้ามช่วงเวลาที่ท้าทาย ขณะเดียวกัน การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ การขับเคลื่อนโครงการคนละครี่ง กระตุ้นให้เกิดการใช้เงินหมุนเวียนมากขึ้น ข้อดีที่ธนาคารจะได้รับคือ ประวัติการเดินบัญชีสามารถขอสินเชื่อได้ ภาพรวมจะดีกับพ่อค้าแม่ขาย กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายได้มากขึ้น

นายวีระชัย กล่าวว่า ธนาคารได้ดำเนินโครงการสินเชื่อสำคัญหลายโครงการ อาทิ สินเชื่อกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ GSB D-Home สร้างบ้านเพื่อคนไทย วงเงิน 10,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 3.50% ต่อปี อนุมัติแล้ว 6,000 ล้านบาท โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB Boost Up Plus วงเงิน 100,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.99% ต่อปี อนุมัติแล้ว 98,700 ล้านบาท รวมถึงมีโครงการใหม่ ทั้งซอฟต์โลน เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย และโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องประมง ระยะ 3 วงเงินโครงการ 2,000 ล้านบาท วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาทต่อราย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการประมงและสนับสนุนนโยบายรัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

Advertisement

นายวีระชัย กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมออก Soft Loan เพิ่มเติม วงเงินโครงการ 100,000 ล้านบาท โดยธนาคารออมสินคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.01% ต่อปี ให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการนำไปปล่อยต่อให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50% ต่อปี ใน 2 ปีแรก เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและพัฒนาศักยภาพธุรกิจไทยให้เข้าถึงแหล่งทุนในระบบได้ต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ในเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกันธนาคารยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้ที่ไม่เคยเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินมาก่อน โดย ณ 30 มิถุนายน 2568 ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการปล่อยสินเชื่อผ่าน 3 ภารกิจสำคัญแบ่งเป็น การสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินผ่านนวัตกรรมสินเชื่อเพื่อสังคมกว่า 680,000 ราย การแก้ไขปัญหาหนี้ที่ช่วยลูกหนี้ไม่ให้เสียประวัติทางการเงินกว่า 800,000 ราย และการพัฒนาศักยภาพชุมชนผ่านการสร้างอาชีพ และส่งเสริมการออม โดยมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 250,000 ราย