‘รัฐบาลใหม่’หนุนบรรยากาศการลงทุน
จากบทความ “คิด เห็น แชร์” เดือนสิงหาคม 2568 ที่ผมเคยเขียนถึงปัจจัยต่างๆ ที่กดดันตลาดหุ้นไทยและเริ่มทยอยคลี่คลายไปทีละเรื่อง ล่าสุดประเด็นการเมืองไทยในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ก็ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น ประเทศไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างรวดเร็ว (19 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการแต่งตั้งรัฐมนตรีแล้ว) ทำให้ไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง และยังสามารถกำหนดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย สอดคล้องกับทิศทางการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีแนวโน้มจะตามมาเพิ่มเติม
นักลงทุนในตลาดทุนกำลังรอติดตามการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโควต้าของรัฐมนตรีคนนอก ไม่ได้มาจากพรรคการเมือง ว่าจะมีแนวนโยบายใหม่ๆ นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่ทราบกันอยู่แล้ว เช่น โครงการคนละครึ่ง ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาท การลดค่าไฟฟ้า และนโยบายแก้หนี้ เป็นต้น แม้นโยบายเหล่านี้จะช่วยบรรเทาค่าครองชีพระยะสั้น แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นลักษณะประชานิยม นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศจึงอยากเห็นนโยบายเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างจากรัฐมนตรีคนนอกเพิ่มเติม ซึ่งหากมีความชัดเจนก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม
นอกจากประเด็นนโยบายเศรษฐกิจสำหรับภาคเศรษฐกิจจริงแล้ว ผมประเมินว่ามีโอกาสที่รัฐบาลใหม่จะรับฟังข้อเสนอจากตลาดทุน ซึ่งต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นโดยตรง เช่น การเว้นภาษีเงินปันผลสำหรับผู้ลงทุนระยะยาว หรือการปรับปรุงกองทุนลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการลงทุนในตลาดหุ้น ผมอยากย้ำว่า ตลาดหุ้นไม่ใช่เรื่องของคนรวย หรือชนชั้นกลางเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกลไกสะท้อนเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งในฐานะดัชนีชี้นำ (Leading indicator) และเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการใช้จ่ายจริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ลูกจ้างและนายจ้างสะสมร่วมกันไว้เป็นเงินออมยามเกษียณ หากผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทยติดลบต่อเนื่อง มูลค่าเงินกองทุนก็จะลดลงตามไปด้วย ส่งผลต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยตรง อีกทั้งงานวิจัยของ Ludvigson และ Steindel (1999) How Important Is the Stock Market Effect on Consumption? FRBNY ECONOMIC POLICY REVIEW ยังยืนยันว่าความมั่งคั่งในตลาดหุ้นมีอิทธิพลต่อการบริโภคของประชาชนโดยรวม หากตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น นักลงทุนได้กำไรจากการลงทุน ก็จะมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงไปถึงภาคการผลิตและบริการ แม้ผู้ประกอบการจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นโดยตรงก็ตาม ในทางกลับกัน หากตลาดหุ้นซบเซา หรือตกต่ำต่อเนื่อง นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุน ย่อมกระทบความเชื่อมั่นและทำให้การใช้จ่ายหดตัวลงด้วย ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาภาวะตลาดหุ้นไทยที่ซบเซายาวนาน จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้การบริโภคในประเทศชะลอตัว นอกจากนั้นยังมีปัจจัยลบเสริม เช่น การไหลออกของเงินทุนต่างชาติและกองทุน LTF ที่สิ้นสุดลง รวมถึงความผันผวนที่เกิดจากการซื้อขายรูปแบบใหม่ เช่น High-Frequency Trading (HFT) และการชอร์ตเซลล์ที่กระทบต่อเสถียรภาพตลาดทุน ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่หันมารับฟังข้อเสนอจากตลาดทุน และออกมาตรการสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้น ก็จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือชนชั้นกลางอย่างที่มักถูกเข้าใจกันเท่านั้น
อีกประเด็นสำคัญคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังจะได้ผู้ว่าการคนใหม่ หลังผู้ว่าการคนปัจจุบันจะหมดวาระสิ้นเดือนกันยายนนี้ ตลาดคาดหวังว่าการทำงานระหว่างนโยบายการคลัง (โดยกระทรวงการคลัง) และนโยบายการเงิน (โดย ธปท.) จะสอดรับกันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ดีกว่าเดิม โดยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 8 ตุลาคมนี้ มีแนวโน้มที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% สู่ระดับ 1.25% การลดดอกเบี้ยย่อมช่วยลดต้นทุนการเงินของธุรกิจและครัวเรือน อีกทั้งยังหนุนมูลค่า Valuation ของตลาดหุ้น ขณะเดียวกัน ผมคาดหวังว่าผู้ว่าการคนใหม่จะมีมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมนอกเหนือจากการลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ก่อให้เกิดการลงทุนและการบริโภคที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
โดยสรุป ผมประเมินว่าปัจจัยลบที่เคยกดดันตลาดหุ้นไทยทยอยคลี่คลายมากขึ้น ทั้งความชัดเจนเรื่องการค้ากับสหรัฐ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่รวดเร็ว การผ่อนคลายนโยบายการเงิน และ Valuation ที่ยังถูกเมื่อเทียบกับพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน ปัจจุบัน Forward PE ของ SET Index อยู่ที่ 14.5 เท่า แม้จะฟื้นจากจุดต่ำสุดราว 12 เท่า แต่เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยปัจจุบันแล้ว ค่า Earnings yield gap ยังสูงถึง 5.6% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวในอดีตที่ราว 4% จึงสะท้อนว่าตลาดหุ้นไทย ณ ระดับดัชนีใกล้ 1,300 จุด ยังไม่ถือว่าแพงเกินไปสำหรับการลงทุน เมื่อปัจจัยลบต่างๆ เริ่มคลี่คลายและเริ่มมีปัจจัยบวกใหม่ๆ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

