ซีกัล ขยายยพอร์ตฟาลิโอ แตกแบรนด์ใหม่ รุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ราคาจับต้องได้ ชิงแชร์ 6 พันล้าน
วันที่ 19 กันยายน นายอรุณ เรืองจรุงพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสเตนเลสสตีล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องครัวแบรนด์ Seagull (ซีกัล) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันบริษัทได้ขยายพอร์ตฟาลิโอกลุ่มสินค้าสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ภายใต้แบรนด์ Seagull Electric ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าจากประเทศจีนที่มีคุณภาพและราคาจับต้องได้หรือเรียกว่าพรีเมียมแมส โดยบริษัทควบคุมระบบเทคโนโลยีการผลิตเอง ถือว่าเป็นการแตกไลน์ครั้งแรกในรอบ 55 ปี เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ต้องการสินค้าที่ใช้ง่าย ดีไซน์ทันสมัย และเชื่อถือได้ โดยระดับราคาสูงกว่าสินค้าจีน 20% แต่ถูกว่าสินค้าจากญี่ปุ่นและยุโรปประมาณ 20-30% จึงมั่นใจจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค โดยตั้งเป้ายอดขาย 4 เดือนในปีนี้อยู่ที่ 50 ล้านบาท และปี 2569 อยู่ที่ 200 ล้านบาทและแตะ 500 ล้านบาทในปี 2571 หรือ คิดเป็น 40% ของยอดขายยรวมของบริษัท
“ปัจจุบันตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กมีขนาดใหญ่ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000-6,000 ล้านบาท ปีนี้น่าจะเติบโต 1 ดิจิตเพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่ในตลาดยังแข่งขันสูง มีหลายแบรนด์ ที่สำคัญมีแบรนด์จีนเยอะ แต่ไม่มีคุณภาพ ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น เรามีจุดแข็งเรื่องคุณภาพจึงเข้ามาในตลาดนี้ และศึกษาตลาดมา 1-2 ปี และปีนี้พร้อมทำตลาดอย่างจริงจัง แม้มีความท้าทายมากก็ตาม แต่เรามีจุดแข็งเรื่องแบรนด์ การรับประกันและการบริการหลังการขาย รวมถึงช่องทางการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์“นายอรุณกล่าว

นายอรุณกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีไลน์อัปสินค้าให้เลือกจำนวนมาก โดยช่วงแรกจะเปิดตัว 40 รายการ ปีหน้าเพิ่มอีก 30-40 รายการ ครอบคลุมการใช้งานครัวและไลฟ์สไตล์ประจำวัน เช่น หม้ออัดแรงดันไฟฟ้าแบบตั้งโปรแกรม, เครื่องทำน้ำเต้าหู้, เครื่องปั่นอเนกประสงค์, เครื่องบดสับ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสินค้าเหล่านี้มาพร้อมกับดีไซน์ทันสมัย และฟังก์ชันการใช้งานที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้งานของคนยุคใหม่ มีคุณภาพที่ดีใช้งานได้ยาวนาน มาพร้อมการให้บริการหลังการขาย และการรับประกันที่มั่นใจได้ พร้อมดูแลลูกค้าตลอดการใช้งาน พร้อมตั้งเป้าอีก 3-5 ปีข้างหน้า ต้องการให้ Seagull Electric กลายเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ผู้บริโภคคิดถึงเป็นลำดับแรก
นายอรุณกล่าวว่า สำหรับในส่วนของธุรกิจเครื่องครัวในช่วง 2 ปีก่อน บริษัทมียอดขายลดลง 20% แต่ปีนี้คาดกลับโต 20% มียอดขาย 1,000 ล้านบาท มาจากเร่งการขาย เร่งโปรโมชั่น เพิ่มสินค้าแฟชั่นมากขึ้น และมีส่วนแบ่งในตลาด 30% ขณะที่ยอดขายต่างประเทศคิดเป็น 10% ของรายได้รวม ส่วนใหญ่เป็นตลาดเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา กัมพูชา โดยตลาดกัมพูชานั้น ปกติทำยอดขายปีละกว่า 10 ล้านบาท ตอนนี้ยอดขายไม่มีแล้ว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปิดชายแดนไทยกัมพูชา ทำให้ส่งออกไปไม่ได้ จึงเน้นขายในประเทศมากขึ้น รวมถึงมองหาตลาดอื่นทดแทน อย่างไรก็ดีในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ คาดว่ายอดขายจะคึกคัก เนื่องจากเป็นไฮซีซั่นที่ผู้บริโภคซื้อของขวัญและมาตรการกระตุ้นภาครัฐ เช่น อีซี่ อีรี-ซีท เป็นต้น สะท้อนจากยอดขายเมื่อต้นปีที่มีมาตรการออกมาทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 10%




