นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงภาวะสังคมไทยไตรมาส 4/58 และภาพรวมทั้งปี ว่าจากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปี 2558 ได้ส่งผลกระทบให้การจ้างงานในภาคเกษตรลดลงมากกว่า 460,000 คน เหลือเพียง 12.27 ล้านคน เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มี 12.73 ล้านคน และยังส่งผลลามไปถึงรายได้ต้องปรับลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ภาครัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือ โดยเฉพาะในช่วงต้นปีจนถึงกลางปี 2559 เพราะในช่วงนี้นอกจากเกษตรกรจะต้องเจอกับปัญหาภัยแล้งแล้ว ยังต้องผจญกับความเสี่ยงของราคาน้ำมันที่ยังไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรให้ตกต่ำต่อไป จนทำให้เกษตรกรต้องได้รับความเดือดร้อนมากขึ้น
“อุปสรรคตอนนี้ คือ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง แม้บางส่วนจะเปลี่ยนไปทำอาชีพเสริม หรือเปลี่ยนไปทำสาขาอื่นแทน แต่อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีอายุเฉลี่ย 46 ปีขึ้นไป และจบการศึกษาในระดับประถมศึกษา ประมาณ 70% หากจะให้ย้ายไปทำงานสาขาอื่นคงไม่ง่ายนัก ซึ่งรัฐต้องเข้ามาดูแลคนกลุ่มนี้ เช่น ฝึกอาชีพ สนับสนุนเงินทุน” นายปรเมธีกล่าว
นายปรเมธีกล่าวว่า เมื่อรายได้ลดลงนั้น อาจทำให้เกษตรก่อหนี้เพิ่มขึ้น โดยในปี 2558 เกษตรกรที่เป็นหนี้จำนวนทั้งสิ้น 8.28 ล้านคน คิดเป็น 67.6% ของเกษตรกรทั้งหมด โดยเฉลี่ยมีหนี้สินคนละ 193,872 บาท ดังนั้น รัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือดูแลไม่ให้กลุ่มเกษตรกรกลุ่มนี้ไปกู้หนี้นอกระบบ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบตามมาในภายหลัง
นายปรเมธีกล่าวว่า จากการสำรวจเกษตรผู้มีงานทำในปี 2558 พบว่า เป็นผู้มีงานทำจำนวน 38,016,169 ล้านคน ลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยการจ้างงานภาคเกษตรลดลง 3.6% ส่วนการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1.6% ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสาขาการผลิตอุตสาหกรรม ก่อสร้าง และการท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่าภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นทำให้เกษตรกรเคลื่อนย้ายไปทำงานในสาขาอื่น แต่ด้วยลักษณะของแรงงานที่มีอายุมากและการศึกษาต่ำ จึงเป็นข้อจำกัดให้เกษตรกรไม่สามารถย้ายไปสู่สาขาที่มีประสิทธิภาพแรงงานและผลตอบแทนสูงได้
นายปรเมธีกล่าวว่า ส่วนภาวะหนี้สินครัวเรือนนั้น ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2558 มีทั้งหมด 10.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% คิดเป็นสัดส่วน 80.8% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และคาดว่าสิ้นปี 2558 หนี้สินครัวเรือนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4.5% คิดเป็น 81% ต่อจีดีพี เนื่องจากยอดคงค้างสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นไตรมาสสุดท้ายเพิ่มขึ้น 6.3% ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย ขณะนี้หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสิ้นไตรมาสสุดท้าย เอ็นพีแอลของหนี้เพื่ออุปโภคบริโภคมีมูลค่า 95,082 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.9% และมีสัดส่วนต่อสินเชื่อรวม 2.6% ส่วนสินเชื่อภายใต้การกำกับผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 17.9% คิดเป็นสัดส่วนต่อสินเชื่อรวม 5.2% และยอดคงค้างชำระบัตรเครดิตเกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 25.7%

