ใกล้เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นไตรมาส 4 ของปี 2568 แม้การเมืองจะไม่แน่นอน แต่การท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นความหวังของประเทศไทยที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งหลายสายการบินของประเทศไทยเริ่มปรับกลยุทธ์การตลาด และวางแผนเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินในหลายเส้นทางบินยอดฮิต พร้อมเอาใจผู้โดยสารที่คาดว่าจะเดินทางเยอะในช่วงปลายปี
สำหรับสายการบินแห่งชาติอย่าง “การบินไทย” ที่หลังจากออกจากแผนฟื้นฟูและกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อช่วงกลางปี 2568 ก็ได้มีการวางแผนปรับกลยุทธ์และยกระดับทั้งการบริหารงานและการบริการ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลผู้โดยสารอย่างเต็มรูปแบบให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และพร้อมขับเคลื่อนให้สายการบินชั้นนำของไทยก้าวสู่การเป็นสายการบินเบอร์ต้นระดับโลกให้ได้
ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้จัดทริปนำคณะสื่อมวลชนร่วมเดินทางไปทัศนศึกษาเส้นทางการบินกรุงเทพฯ-เซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าและธุรกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของจีน และเป็นอีกเส้นทางยอดฮิตที่มีผู้โดยสารเลือกเดินทางไปเยอะที่สุด
มีโอกาสสัมภาษณ์ นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถึงแนวทางของการบินไทยต่อไปหลังจากที่กลับเข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการ

กลยุทธ์ใหม่พาการบินไทยโตทะยาน
นายชายเปิดเรื่องว่า วันนี้การบินไทยกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบินไทยกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดมาจากการเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ จากเดิมที่มุ่งตลาด Point-to-Point หรือบินตรงระหว่างจุดหมายปลายทาง มาสู่การใช้จุดแข็งเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) เพื่อเชื่อมต่อผู้โดยสารจากทั่วโลก ภายใต้กลยุทธ์ “Network Airline” ที่เน้นเที่ยวบินต่อเครื่อง (Connecting Flight) มากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จในด้านการสร้างรายได้และกำไร รวมถึงช่วยกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง
ที่สำคัญทำให้การบินไทยมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร หรือ Cabin Factor ในช่วงโลว์ซีซั่นดีขึ้นด้วย เห็นชัดเจนจากผลประกอบการเริ่มที่ปี 2567 ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน และชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิมในช่วงไตรมาส 2/2568 ที่ผ่านมา ทำให้ครึ่งปีแรกปี 2568 บริษัทมีรายได้44,828 ล้านบาท และสามารถสร้าง EBITDA Margin ที่ 22.78% สูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมเฉลี่ย 11%
นายชายยอมรับว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทยในภาพรวมยังลดลง โดยเฉพาะกลุ่มทัวร์ แต่สำหรับการบินไทยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากฐานลูกค้าหลักไม่ใช่กรุ๊ปทัวร์ หากแต่เป็นผู้โดยสารอิสระ (Foreign Individual Tourism: FIT) และกลุ่มนักธุรกิจที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะเส้นทางเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีเพียง 10% ที่เป็นผู้โดยสารไทยและจีน ส่วนอีก 90% เป็นนักเดินทางจากนานาชาติที่ใช้กรุงเทพฯ เป็นจุดต่อเครื่องไปยังยุโรปและออสเตรเลีย
สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ใหม่ที่การบินไทยตั้งเป้าดึงลูกค้ากำลังซื้อสูงจากจีนไปต่อยอดการเดินทางในภูมิภาคอื่นผ่านเครือข่ายของบริษัท ปัจจุบันสัดส่วนผู้โดยสารที่เป็นกลุ่ม Connecting Flight หรือ Network Passenger ขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 20% จากตัวเลขหลักเดียวเมื่อปี 2567 และยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการเติมเต็มที่นั่งในช่วงโลว์ซีซั่น
“กลยุทธ์นี้ไม่เพียงสร้างรายได้เพิ่ม แต่ยังช่วยกระจายความเสี่ยงให้ธุรกิจมั่นคงขึ้น” นายชายกล่าว
สำหรับโครงสร้างรายได้การบินไทย ปัจจุบันตลาดยุโรปยังคงเป็นเสาหลัก สร้างรายได้สูงสุดราว 35% ของรายได้รวม ตามด้วยตลาดเอเชีย (ไม่รวมจีนและอินเดีย) ที่ประมาณ 30% ส่วนออสเตรเลียและอินเดียมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่กว่า 10% ขณะที่ตลาดจีนมีเพียง 5% ของรายได้รวมทั้งหมด ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับความสำคัญในอดีต

รุกตลาดจีนเต็มรูปแบบ เพิ่มความถี่เที่ยวบิน
นายชายระบุ สำหรับตลาดจีนนั้น แม้จะถูกมองว่าเป็นตลาดที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเหมือนเดิม เนื่องจากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศไทยยังอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่การบินไทยมองว่าจำนวนคนจีนที่เดินทางออกนอกประเทศเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดไม่ได้ลดลง การเพิ่มเส้นทางการบินสู่จีนของการบินไทยเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์เรื่องของ Network Strategy ได้ชัดเจนที่สุด เพราะวันนี้คนจีนโดยเฉพาะนักธุรกิจ กลุ่มที่มีกำลังซื้อนิยมเดินทางไปยุโรปและออสเตรเลีย
“วันนี้เส้นทางบินจีนผู้โดยสารของการบินไทย 90% เป็นผู้โดยสารต่อเครื่อง ขณะเดียวกันก็มีผู้โดยสารหลากหลายสัญชาติที่มีดีมานด์เดินทางเข้า-ออกจีน ฉะนั้นการเปิดเส้นทางจีนไม่ได้หมายความว่าการบินไทยขนแค่คนจีนเข้าประเทศไทยเท่านั้น แต่เราขนคนจีนเชื่อมต่อไปยังยุโรป ออสเตรเลีย โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง และขนคนยุโรป ออสเตรเลีย ฯลฯ เข้าจีนโดยผ่านประเทศไทยเช่นกัน” นายชายกล่าว
ที่สำคัญจีนเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพและมีโอกาสมหาศาล และทั้ง 10 เมืองที่การบินไทยเปิดจุดบินล้วนเป็นเมืองหลักของแต่ละมณฑล และมีประชากรไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน
เพื่อเป็นการเปิดตลาดรุกประเทศจีนอย่างเต็มตัว การบินไทยจึงเตรียมเดินหน้าขยายเครือข่ายเส้นทางบินทั้งเตรียมเพิ่มความถี่ และเพิ่มเส้นทางบินใหม่สู่จีนที่เป็นเป้าหมายหลักในตารางฤดูหนาว หรือ Winter Schedule (ปลายเดือนตุลาคม 2568-มีนาคม 2569) โดยจะทยอยเพิ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 เป็นต้นไปปัจจุบันการบินไทยให้บริการ 5 เมือง ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เฉิงตู คุนหมิง และกว่างโจว รวม 42 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ซึ่งยังคงมีอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) อยู่ในระดับน่าพอใจ แม้ในช่วงโลว์ซีซั่นเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม อัตราบรรทุกเฉลี่ยยังอยู่ที่กว่า 70% และคาดว่าจะขยับขึ้นเกิน 80% ในช่วงไฮซีซั่นที่กำลังจะมาถึง

สำหรับแผนในปี 2569 การบินไทยเตรียมเพิ่มความถี่เส้นทางกว่างโจวและขยายเที่ยวบินปักกิ่งจาก 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์เป็น 14 เที่ยวบิน โดยตั้งเป้าให้ทั้งสองเส้นทางกลายเป็น Daily Flight หรือให้บริการวันละ 1 เที่ยวบิน นอกจากนี้ ยังมีแผนกลับมาเปิดเส้นทางเมืองสำคัญที่เคยให้บริการ เช่น เซี่ยเหมิน ฉงชิ่ง และฉางซา รวมถึงเส้นทางใหม่อย่างอู่ฮั่นและเซินเจิ้น ซึ่งทั้งหมดจะบินแบบ Daily Flight เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ซึ่งการขยายเครือข่ายจีนและการเพิ่มความถี่เที่ยวบินเดิม คาดว่าจะช่วยดันสัดส่วนรายได้จากตลาดจีนซึ่งปัจจุบันอยู่เพียง 5% ให้เพิ่มขึ้นแตะไม่น้อยกว่า 20% ภายในปี 2569
ไม่เพียงแต่ประเทศจีนเท่านั้น เส้นทางอื่นในเอเชีย เช่น ประเทศอินเดีย ก็เป็นอีกเส้นทางที่กลับมาได้รับความนิยมเช่นกัน โดยเฉพาะเมืองคยา ก็อยู่ในแผนเพิ่มความถี่เที่ยวบินเพื่อรองรับฤดูการท่องเที่ยวปลายปี 2568
นอกจากนี้ นายชายมองถึงภาพรวมการท่องเที่ยวไทยว่ายังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการเดินทางทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง โดยโจทย์สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของไทย
ในฐานะสายการบินแห่งชาติ การบินไทยจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการที่สมดุล ทั้งในด้านฝูงบินลำตัวแคบและลำตัวกว้าง เพื่อรองรับการเชื่อมต่อผู้โดยสาร (Connecting Flight) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดรับกับความต้องการของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ขยายฝูงบิน เสริมศักยภาพสู่อนาคต
นายชายระบุ สำหรับแผนขยายฝูงบิน มีทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการบินไทยมีแผนเพิ่มจำนวนเครื่องบิน และพร้อมตั้งเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและรองรับการเติบโตในอนาคต
โดยแผนระยะสั้น ภายในปลายปี 2568 การบินไทยเตรียมรับมอบเครื่องบินแอร์บัส A321neo จำนวน 2 ลำ และโบอิ้ง 787-9 (เช่า) อีก 1 ลำ เพื่อรองรับเส้นทางบินในภูมิภาคและเส้นทางระยะกลาง หลังจากนั้นในปี 2569 จะมีการรับมอบ A321neo เพิ่มอีก 15 ลำ รวมเป็น 17 ลำ ภายในสิ้นปี ขณะเดียวกัน การบินไทยอยู่ระหว่างการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้าง โบอิ้ง 787-9 เพิ่มอีก 8-10 ลำ เพื่อเติมเต็มตลาด Long-haul ที่ยังไม่สมดุลกับเครื่องบินลำตัวแคบ
ปัจจุบันฝูงบินของการบินไทยมี 78 ลำ แบ่งเป็น เครื่องลำตัวกว้าง 58 ลำ และลำตัวแคบ 20 ลำ (ไทยสมายล์เดิม) นายชาย ตัวแทนการบินไทย ระบุว่า การขยายฝูงบินและการจัดหาเครื่องบินเช่าเพิ่มเติมเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากความไม่สมดุลของฝูงบินในปัจจุบันอาจกระทบต่อ Capacity และซัพพลายเชน ซึ่งเป็นปัญหาที่สายการบินทั่วโลกกำลังเผชิญ
นายชายเผยว่า ในส่วนของแผนระยะยาว การบินไทยได้เซ็นสัญญาจัดหาโบอิ้ง 787 จำนวน 45 ลำ โดยจะเริ่มทยอยรับมอบในปี 2571จำนวน 6 ลำแรก พร้อมสิทธิออปชั่นอีก 35 ลำ เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต
ขณะเดียวกัน การบินไทยตั้งเป้าขยายฝูงบินรวมเป็น 150 ลำ ภายในปี 2576 และปรับโครงสร้างฝูงบินให้เหลือเพียง 4 แบบเครื่องบิน และ 5 แบบเครื่องยนต์ จากเดิม 8 แบบ และ 9 แบบเครื่องยนต์ เพื่อลดต้นทุนด้านการดำเนินงานและการซ่อมบำรุง
นายชายระบุ กลยุทธ์นี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายเพิ่ม ส่วนแบ่งตลาดที่สนามบินสุวรรณภูมิ จากปัจจุบัน 26% เป็น 35% ภายในปี 2572 ซึ่งเป็นระดับที่เคยทำได้ในอดีต นายชายระบุว่า การจัดหาเครื่องบินใหม่ทั้งระยะสั้นและระยะยาวจะช่วยให้การบินไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคง พร้อมรองรับการเติบโตด้านจำนวนผู้โดยสาร เส้นทางบิน และการลงทุนซึ่งแผนการขยายฝูงบินของการบินไทยไม่เพียงแต่สร้างความแข็งแกร่งให้สายการบิน แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมการบินไทยในภาพรวม ทั้งด้านการบริการ การท่องเที่ยว และการพัฒนาเส้นทางบินเชื่อมต่อภูมิภาคและตลาดต่างประเทศ
นายชายมองว่า ในมุมมองปัจจุบัน การบินไทยถือว่าแทบไม่มีจุดอ่อน เป็นองค์กรที่มีความแข็งแกร่งและพร้อมเดินหน้าสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน แม้จะมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายในที่อาจกลายเป็นจุดอ่อน แต่ด้วยศักยภาพและบทเรียนในอดีต เชื่อว่าบริษัทสามารถบริหารจัดการได้ดีกว่าเดิมแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่ปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ “วัฒนธรรมเดิม” หรือแนวทางการทำงานแบบเก่าที่เคยสร้างปัญหา กลับเข้ามามีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการอีกครั้ง ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่องค์กรต้องระมัดระวังและก้าวข้ามให้ได้

ขับเคลื่อนเทรนด์ท่องเที่ยวใหม่
นอกจากการทัศนศึกษาดูงานที่ประเทศจีนแล้วนั้น การบินไทยยังมีการสำรวจตลาดท่องเที่ยวต่อเนื่อง ล่าสุด ได้มีการจัดเวทีใหญ่ร่วมกับ Mastercard “THAI Talk: Travel Trend and Priceless Experience” ที่กรุงเทพฯ เพื่อเปิดม่านส่องเทรนด์ท่องเที่ยวล่าสุดของคนไทยปี 2568 ที่ไม่ใช่เพียงการพูดถึงตัวเลขผู้โดยสาร หรือเส้นทางบินยอดนิยมเท่านั้น แต่ยังเป็นการถอดรหัสพฤติกรรมและความต้องการใหม่ๆ ของนักเดินทาง ที่กำลังหล่อหลอมอนาคตของอุตสาหกรรมการบินไทยของไทย
โดย นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ การบินไทย เล่าว่า ปัจจุบันกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ยังคงเป็น “เมืองในฝัน” อันดับหนึ่งที่ผู้คนเลือกที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวไม่เปลี่ยน แต่สิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้กำลังพุ่งแรงแซงฮ่องกงและโอซาก้า พร้อมด้วยเซอร์ไพรส์จากโคลัมโบ ศรีลังกา ที่โตเกิน 100% และเดนปาซาร์ บาหลี ที่เริ่มฉายแววเป็น “ดาวรุ่ง” ของเส้นทางบิน
นายกิตติพงษ์กล่าวว่า ขณะเดียวกัน จีนกลับมาทวงบัลลังก์ความนิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะเมืองกว่างโจวที่ผสานเสน่ห์ช้อปปิ้ง วัฒนธรรม และสตรีทฟู้ดเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงเมืองเซี่ยงไฮ้ที่มี Disneyland ที่สร้างสีสันไม่แพ้ญี่ปุ่นหรือสวนสนุกที่เกาหลี และย้ำว่า จีนคือ “Hidden Gem” ของการเดินทางไทย เพราะครบเครื่อง คุ้มค่า และตอบโจทย์ทุกสไตล์
นายกิตติพงษ์เล่าต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เส้นทางบิน คือ “ใจ” ของผู้โดยสารที่กำลังเปลี่ยนไป นักเดินทางยุคใหม่เลือกความสะดวกสบายแบบครบจบในครั้งเดียว ฟูลเซอร์วิสจึงกลายเป็นคำตอบ การบินไทยตอบโจทย์นี้ด้วยการปรับฝูงบิน เช่น Airbus A320 ที่เพิ่มชั้นธุรกิจ Royal Silk สำหรับระยะสั้น รวมถึงการจัดตารางบินที่ยืดหยุ่นตามไลฟ์สไตล์ จะบินกลางคืนเพื่อถึงเช้าเที่ยวต่อ หรือบินเช้าเพื่อเข้าพักช่วงบ่าย และทุกดีเทลถูกออกแบบมาเพื่อคนเดินทางจริงๆ

นอกจากการบินแล้ว การบินไทยยังใช้ “อาหาร” เป็นเครื่องมือเชื่อมใจผู้โดยสาร โดย นายวิชญ์ กิจจาทร ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้าและการตลาด เผยถึงแคมเปญ “Good Taste for a Good Cause” ที่ดึงวัตถุดิบไทยคุณภาพสูงขึ้นเสิร์ฟบนเครื่อง ตั้งแต่กาแฟดอยตุง ช็อกโกแลตกานเวลา ไปจนถึงข้าวแต๋นสูตรใหม่ที่ใช้ข้าวไทยถึง 3 สายพันธุ์ ทั้งหอมมะลิ ข้าวเหนียว กข6 และข้าวขาว สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรไทยกว่า 100 ตันต่อเดือน
วันนี้ การบินไทยก้าวออกมาในฐานะองค์กรที่แข็งแกร่งและยืนหยัดได้อย่างมั่นใจ ด้วยการปรับโครงสร้างฝูงบินและการบริหารจัดการที่สมดุล ทำให้มั่นใจว่าพร้อมเผชิญทุกสถานการณ์ และหากสร้างความเชื่อมั่นได้
การบินไทยจะเป็น “แรงผลักดัน” ที่พาประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของเอเชีย

