หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการ แน...

นักวิชาการ แนะ รัฐวางแผนรับมือส่งออกไทยสะดุด เตือน อย่าประมาท ภาษีทรัมป์

21.09.25 | 16:00 น.

นักวิชาการ แนะ รัฐวางแผนรับมือส่งออกไทยสะดุด เตือน อย่าประมาท ภาษีทรัมป์

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าในช่วง 4 เดือนข้างหน้า ความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศจะสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะผลจากมาตรการภาษีที่สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศใช้ ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับเต็มรูปแบบในเร็ว ๆ นี้ นายสมภพกล่าวว่า ในช่วงแรกของการประกาศภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ผู้ส่งออกทั่วโลกเร่งส่งสินค้าไปตุนในตลาดอเมริกา ทำให้การส่งออกของไทยช่วงที่ผ่านมาเติบโตสูงผิดคาด เพิ่มขึ้นถึง 15% แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงแรงเร่งชั่วคราว เมื่อสินค้าถูกส่งไปจำนวนมากแล้ว การส่งออกต่อจากนี้มีแนวโน้มชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก

นายสมภพกล่าวว่า ดังนั้น ในอีก 3–4 เดือนที่เหลือของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีอายุเพียง 4-5 เดือน ก่อนที่จะต้องยุบสภา จะเป็นช่วงที่การค้าระหว่างประเทศเผชิญแรงกดดัน การส่งออกไทยอาจไม่สามารถขยายตัวได้ดีเหมือนที่ผ่านมา จึงต้องวางแผนรองรับอย่างรอบคอบ

นายสมภพกล่าวว่า ในประเด็นภาษีการค้ากับสหรัฐ แม้ขณะนี้ยังต้องรอติดตามผลการพิจารณาของศาลสูงสหรัฐ ถึงการตัดสินว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ใช้อำนาจการขึ้นภาษีเกินขอบเขตหรือไม่ ซึ่งจะเริ่มไต่สวนในเดือนพฤศจิกายน 2568 แม้หากการพิจารณาตัดสินว่าผิดและส่งผลให้สหรัฐต้องลดภาษีนำเข้าสินค้ากลับไปที่ระดับเดิม แต่สหรัฐยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นที่สามารถนำมาใช้กดดันประเทศคู่ค้าได้อยู่ดี ดังนั้น ไทยไม่ควรประมาทและต้องเตรียมการล่วงหน้า

นายสมภพกล่าวว่า แม้สถานการณ์การเมืองภายในสหรัฐจะยังไม่แน่นอน แต่ไทยต้องทำการบ้านล่วงหน้า เพราะต่อให้รัฐบาลสหรัฐไม่สามารถเก็บภาษีสูงเหมือนเดิมได้ แต่ข้อตกลงการเปิดตลาดที่ไทยยอมไปแล้วกว่า 90 ประเภท ไม่สามารถยกเลิกได้ง่ายๆ รัฐบาลไทยจึงควรมีแผนรองรับทั้งในกรณีที่สถานการณ์คลี่คลาย และกรณีที่กลับมามีมาตรการกีดกันรูปแบบใหม่

Advertisement

นายสมภพกล่าวว่า นอกจากแรงกดดันด้านการค้าแล้ว ตนยังเตือนถึงผลกระทบที่อาจขยายวงสู่ภาคการเงิน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องมากกว่าหนึ่งครั้ง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และทำให้เกิดความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ เมื่อดอลลาร์อ่อน ขณะที่เงินบาทแข็ง ยิ่งทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบ เพราะรายได้ที่ได้มาเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทมีค่าน้อยลง

นายสมภพกล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องการค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นความท้าทายร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์ซึ่งดูแลเศรษฐกิจจริง ต้องประสานกับหน่วยงานด้านการเงิน เช่น กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการรองรับ ทั้งในเชิงป้องกันและในเชิงสร้างโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว

นายสมภพกล่าวว่า ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ตนเห็นว่าการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้สำเร็จภายในรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ เพราะการเจรจาลักษณะนี้มักใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรหันมาให้ความสำคัญกับการผลักดันความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งประกอบด้วยอาเซียน 10 ประเทศ และ 5 ประเทศคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เนื่องจากประเทศเหล่านี้เป็นนักลงทุนหลักที่มีบทบาทสำคัญ นายสมภพกล่าวว่า อาเซียนยังคงเป็นแหล่งที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจมากกว่าภูมิภาคอื่น เมื่อเปรียบเทียบกับอินเดียหรือภูมิภาคอื่นๆ อาเซียนยังได้เปรียบ โดยเฉพาะเวียดนามและกลุ่มอาเซียนตอนบน ดังนั้น ไทยควรใช้กรอบความร่วมมือ RCEP ในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงให้มากที่สุดในช่วงเวลาอันจำกัดนี้

นายสมภพกล่าวว่า นอกจากนี้ ไทยควรหาวิธีทำให้เงินทุนที่ไหลเข้ามาในระยะสั้น อยู่ในประเทศได้ยาวขึ้น ผ่านการลงทุนที่สร้างความยั่งยืน เช่น ตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่เพียงเงินร้อนที่เข้ามาเก็งกำไรชั่วคราว ซึ่งหากตลาดทุนมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ จะช่วยฟื้นอำนาจซื้อในประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นในระยะกลางและระยะยาว

นายสมภพกล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มาจากภาคเอกชนหรือคนนอกการเมือง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกรงใจแรงกดดันทางการเมืองมากนัก ถือเป็นโอกาสที่จะวางแนวทางนโยบายที่ชัดเจน แม้จะมีเวลาจำกัด แต่เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิด ‘พิมพ์เขียว’ ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลชุดต่อไปสานต่อได้