แม้พรรคภูมิใจไทย แกนนำรัฐบาลชุดปัจจุบัน และพรรคเพื่อไทย แกนนำรัฐบาลชุดที่ผ่านมา จะมีนโยบายหรือโครงการด้านคมนาคมที่แตกต่างกัน และหลายโครงการของเพื่อไทยอาจถูกปัดตกเมื่อภูมิใจไทยเข้ามาบริหารต่อ
แต่มีหนึ่งโครงการใหญ่ที่ทั้งสองพรรคต่างให้การสนับสนุนเหมือนกัน คือ “โครงการแลนด์บริดจ์” หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เมกะโปรเจ็กต์ ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้อย่างมหาศาล และเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน
โดยโครงการแลนด์บริดจ์พบว่าเริ่มมีการผลักดันกันมาตั้งแต่สมัยของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี
กระทั่งมีการเดินหน้าสานต่อจริงจังในยุค สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภายใต้การกำกับของ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และ รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ล่าสุดโครงการนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมายืนยันว่ารัฐบาลใหม่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ พร้อมมีทีมงานในพื้นที่ภาคใต้ร่วมขับเคลื่อน
โดยรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แม้จะมีเงื่อนไขการยุบสภาภายใน 4 เดือน แต่แลนด์บริดจ์เป็นอีกแผนงานที่รัฐบาลตั้งใจหวังผลักดันให้สำเร็จเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ และเป็นการขยายฐานการเมืองต่อไปเช่นกัน
⦁ลงทุน 9.9 แสนล้าน ปักธง 69 ประมูล
ช่วงต้นปี 2568 ของรัฐบาลแพทองธาร กระแสข่าวโครงการแลนด์บริดจ์ไม่เป็นที่สนใจมากเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับกระแสโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่เป็นที่สนใจมากกว่า ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่าขั้นตอนโครงการแลนด์บริดจ์อยู่ถึงขั้นไหน และยังจะไปต่อหรือไม่
โดยสุริยะเคยระบุตั้งแต่ปี 2567 กระทรวงคมนาคมได้เดินทางไปโรดโชว์เชิญชวนนักลงทุนจากทั่วโลก และมีต่างชาติแสดงความสนใจที่จะมาลงทุนในโครงการ ปัจจุบัน บริษัท ดูไบพอร์ต เวิลด์ (Dubai Port World) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แสดงความจำนงพร้อมจะลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์แน่นอน
รวมถึง บริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จากประเทศจีน ที่ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมในรายละเอียดด้านการลงทุนและรายละเอียดเนื้องานจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เรียบร้อยแล้ว พร้อมระบุพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ พ.ร.บ.SEC และการจัดตั้งสำนักงาน SEC จะแล้วเสร็จภายในปี 2568
ตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) โดย ปัญญา ชูพานิช ผู้อำนวยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุ ปัจจุบันโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่าการลงทุนรวมเกือบ 9.9 แสนล้านบาท กำลังเดินหน้าสู่การผลักดันในขั้นตอนสำคัญ หลังสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาความเหมาะสมและรูปแบบการลงทุน และได้จัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาไปแล้ว 2 ครั้ง ที่ จ.ระนอง (21 สิงหาคม 2568) และ จ.ชุมพร (22 สิงหาคม 2568)
ขณะนี้เข้าสู่ขั้นตอนเตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการออกกฎหมาย “พระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ. … (พ.ร.บ.SEC)” เพื่อรองรับการดำเนินโครงการในอนาคต รวมถึงอยู่ในขั้นตอนการจัดทำเอกสารประกวดราคา (TOR) เช่นกัน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดประมูลอย่างเป็นทางการ และเริ่มก่อสร้างได้ภายในปี 2569 ตั้งเป้าเปิดให้บริการระยะที่ 1/1 ได้ในปี 2573
น่าสังเกตว่ามูลค่าโครงการแลนด์บริดจ์ถูกปรับลดลงเล็กน้อยจากเดิมกว่า 1 ล้านล้านบาท เหลือประมาณ 997,678 ล้านบาท ส่วนนี้ผู้อำนวยการ สนข.ชี้แจงว่า เป็นการปรับกรอบวงเงินเพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันและการปรับระยะเวลาก่อสร้างใหม่ โดยยังคงความเป็นเมกะโปรเจ็กต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
โครงสร้างงบประมาณแบ่งเป็น 1.ท่าเรือชุมพร 217,753 ล้านบาท 2.ท่าเรือระนอง 216,793 ล้านบาท 3.พื้นที่เปลี่ยนถ่ายสินค้าฝั่งชุมพร (SRTO) 42,755 ล้านบาท 4.พื้นที่เปลี่ยนถ่ายสินค้าฝั่งระนอง (SRTO) 40,024 ล้านบาท 5.รถไฟรางมาตรฐาน 1.435 เมตร 109,282 ล้านบาท6.มอเตอร์เวย์เชื่อมสองฝั่ง 162,191 ล้านบาท 7.พื้นที่พาณิชย์และอเนกประสงค์สองฝั่ง 208,880 ล้านบาท
สนข.ระบุถึงความสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. … เครื่องมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ว่า การจะพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเกิดความต่อเนื่องและบูรณาการตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยกฎหมายสนับสนุนที่ชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันกฎหมายที่มีอยู่อาจยังไม่เพียงพอต่อการกำหนดนโยบายและแนวทางพัฒนาเฉพาะในพื้นที่นี้ และการใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันทำให้การพัฒนาเกิดการแยกส่วนและขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้ศักยภาพของพื้นที่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่
ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตราพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ขึ้นมาเพื่อ 1.จัดตั้งหน่วยงานหลักในการวางแผนและบริหารจัดการพัฒนา 2.กำหนดแนวทางใช้ประโยชน์ที่ดินและกิจกรรมอุตสาหกรรมให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ 3.บูรณาการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคให้เชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง 4.ยกระดับความทันสมัยของเมืองในภาคใต้ 5.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และ 6.ให้สิทธิประโยชน์เฉพาะแก่ผู้ประกอบกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
การตราพระราชบัญญัตินี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาภาคใต้เกิดความเป็นระบบและบูรณาการครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานอย่างเต็มศักยภาพ
ต่อมาพิพัฒน์ผู้ที่จะเข้ามาบริหารงานกระทรวงคมนาคมต่อจากสุริยะ ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าเราไม่สานต่อในวันนี้ ก็จะมีการชะลอไปเรื่อยๆ และโอกาสคงไม่เกิด ซึ่งตนในฐานะที่เป็นคนใต้ใน จ.สงขลา และมีบริษัทเดินเรือระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ได้วิ่งในประเทศไทย คิดว่าเรามีความรู้ในระดับหนึ่ง ซึ่งคำว่าแลนด์บริดจ์คุ้มกับการลงทุนหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ประเทศไทยเป็นผู้ลงทุน แต่ต้องมีการเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะวันนี้ประเทศไทยไม่พร้อมในเรื่องการกู้ยืมเงิน แต่มั่นใจว่าเรามีศักยภาพในการเชิญชวนให้คนมาใช้ท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง
พิพัฒน์ระบุเพิ่มเติมว่า ส่วนในระยะเวลา 4 เดือนจะสามารถจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้ทันหรือไม่นั้น เท่าที่ตนได้ทราบมา การสำรวจหรือการทำ EIA น่าจะทำไปได้ไกลแล้ว แต่ตอนนี้อยู่ในการตัดสินใจของรัฐบาลของนายอนุทินว่าในระยะเวลา 4 เดือน เรื่องของแลนด์บริดจ์เราจะสานต่อหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินก็มีการให้สัมภาษณ์ไปแล้ว เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นการสร้างงานอีกชิ้นหนึ่งที่เป็นงานชิ้นใหญ่
หลังจากที่เรามีโครงการ EEC ไปก่อนหน้านี้ และหลังจากนั้นประเทศไทยยังไม่มีโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งเราพยายามทำโครงการนี้ให้สำเร็จ และที่สำคัญคือการจะทำให้เป็นตัวเชื่อม SEC ซึ่งเรามีความพร้อมและความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
พิพัฒน์กล่าวต่อว่า แต่หากเราไม่คิดที่จะริเริ่มอะไร 4 เดือนก็จะผ่านไปแบบเปล่าประโยชน์ ฉะนั้น ขออย่าไปสนใจว่าเป็น 4 เดือนหรือกี่วัน เมื่อเราเข้ามาสิ่งที่ต้องทำ และทำได้มากน้อยขนาดไหน
⦁สแกนความเห็นพรรคการเมือง
เมื่อคิดที่จะสานต่อ แน่นอนว่าจะต้องมีการสแกนความคิดเห็นก่อนที่จะลงมือทำ โดยหลังจากที่รัฐบาลภูมิใจไทยประกาศชัดเจนว่าจะไปต่อกับโครงการแลนด์บริดจ์ ก็จะต้องมาฟังเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในสภาว่ามีความคิดเห็นอย่างไรต่อ โดยเฉพาะฝ่ายค้าน
เริ่มจากพรรคเพื่อไทย ที่เคยเป็นแม่งานของโครงการนี้ ตัวแทน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ หารือต่อที่ประชุมสภา วาระหารือ โดยฝากข้อหารือไปถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต่อการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากโครงการดังกล่าวรัฐบาลสมัยของเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ผลักดันผ่านขั้นตอนการศึกษา ทั้งจากสภาและการศึกษาผลกระทบต่างๆ รวมถึงรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่นายอนุทินประกาศเดินหน้าต่อ รู้สึกดี เพราะแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เป็นแค่โครงการก่อสร้าง แต่เป็นการเชื่อมเส้นทางการขนส่งทั้ง 3 ระบบ ถนน ราง ท่อ ระหว่าง 2 มหาสมุทร เปิดเส้นทางการเดินเรือใหม่ ส่งผลอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต
ด้านพรรคประชาชน ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองโฆษกพรรคประชาชน ออกมาให้ข้อเสนอแนะเช่นกันว่า เมื่อนโยบายนี้เป็นความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ควรเริ่มใหม่ให้ถูกต้อง ทำกระบวนการต่างๆ ให้ชัดเจน เป็นที่ยอมรับของประชาชน ควรเริ่มต้นกระบวนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) เสียใหม่ โดยเฉพาะเรื่องความคุ้มค่ามาศึกษาเพิ่มเติม เวลา 4 เดือน หากจะเริ่มต้นกระบวนการรับฟังความเห็นและศึกษาความคุ้มค่าอย่างจริงจัง ไม่เสียเวลาเกินไป แถมยังส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในการผลักดันนโยบาย โครงการขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตคนมากมาย และต้องตอบข้อสงสัยของคนในพื้นที่และภาคประชาชนให้ได้ มีเหตุผลหลักฐานความคุ้มค่ารองรับ
⦁แนะศึกษาให้รอบคอบหากไปต่อ
อย่างไรก็ตาม แลนด์บริดจ์ถือเป็นโครงการใหญ่ที่ต้องฟังเสียงจากหลายภาคส่วน ไม่ได้ลงมือทำกันง่ายๆ ดังนั้น เมื่อคิดจะนำกลับมาสานต่อ แน่นอนว่านักวิชาการและเอกชนต่างพากันพร้อมที่จะติดตามเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน
เริ่มที่นักวิชาการ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้ความเห็นว่า ความเห็นของตนต่อโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลชุดนายอนุทินคิดจะสานต่อ มองว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างจริงจังต่อ เพราะหากทำสำเร็จจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย และผลักดันให้ประเทศกลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลในภูมิภาค
โดยจุดเด่นของโครงการคือสามารถช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการแข่งขัน และความสามารถในการเป็นศูนย์กลางการเดินเรือของประเทศไทยได้ โดยจะช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางทางทะเลจากมหาสมุทรอินเดียไปยังฝั่งอ่าวไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ จากเดิม 8-9 วันเหลือเพียง 4-5 วัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ โครงการนี้จะมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกถึง 2 แห่ง และระบบโครงข่ายคมนาคมทั้งทางถนนและท่อส่งสินค้าที่จะเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
แต่อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะมีจุดเด่นหลายประการ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
1.ความเสี่ยงด้านความคุ้มค่าของการลงทุน โดยโครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนสูง แม้จะมีการปรับกรอบวงเงินมาที่ 9.97 แสนล้านบาท และมีกำหนดการก่อสร้างที่ยาวนานถึง 10 ปี (แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงละ 5 ปี) ซึ่งอาจทำให้การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อน เช่นเดียวกับโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ อย่างโครงการ EEC ที่มักจะล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ ความล่าช้าจะนำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ต้องพิจารณาถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการคืนทุนของโครงการได้
2.ความเสี่ยงด้านการเงินและการคลัง ซึ่งรัฐบาลกำลังเผชิญกับข้อจำกัดด้านการเงินการคลัง ทั้งงบประมาณที่จำกัด, การขาดดุลงบประมาณที่สูงถึง 4.5% และหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น หากโครงการนี้จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจากภาครัฐจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบต่อวินัยทางการเงินการคลังของประเทศได้ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาความเป็นไปได้ในการดึงดูดภาคเอกชนมาร่วมลงทุนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
3.โครงการนี้มีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อชุมชน ทั้งทางบกและทางน้ำ รวมถึงมิติด้านวัฒนธรรม ซึ่งต้องมีการประเมินผลกระทบและมาตรการรองรับอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันยังมีประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่อาจมองข้าม เพราะเส้นทางใหม่นี้เอื้อประโยชน์ต่อจีนในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ อาจสร้างความไม่พอใจต่อสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังต้องแข่งขันกับสิงคโปร์ที่กำลังพัฒนาท่าเรือของตนเองอย่างต่อเนื่อง
“แม้จะมีประเด็นความเสี่ยงมากมาย แต่ก็ยังสนับสนุนให้มีการศึกษาโครงการนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนต่อไป โดยเฉพาะการวิเคราะห์ผลได้ผลเสียอย่างรอบด้าน และพิจารณาความคุ้มค่าในทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเงิน สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อให้การตัดสินใจในอนาคตอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบคอบที่สุด” สมชายระบุ
ด้านภาคเอกชน โดย ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ระบุตอนหนึ่งในบทความพิเศษว่า ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลคุณอนุทินมีเวลาสั้นมากๆ โครงการต้อง “Quick Win” ประเภทโครงการใหญ่เห็นผลระยะยาว ไว้เลือกตั้งใหม่ หากได้เป็นรัฐบาลค่อยกลับมาทำ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ที่ใช้งบประมาณมากกว่า 1 ล้านล้านบาท คงต้องศึกษาให้ดีเพราะยังมีคำถามอีกมากถึงแม้จะเป็นลงทุนจากต่างชาติโดยเฉพาะกับประเทศจีนแลกกับสัญญา 50 ปี คุ้มหรือไม่ ควรนำกรณีศึกษารถไฟความเร็วสูงจีน-ลาวและสนามบินเตโชตาเขมาของกัมพูชากู้เงินจีนและถูกครอบงำ โครงการแลนด์บริดจ์คงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนเพราะท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 เพิ่งลงทุน เวลาสั้นๆ หรือโครงการนี้จะเก็บไว้ก่อนดีกว่าไหม
ทั้งหมดนี้คือเสียงสะท้อนอันหลากหลายส่งถึงรัฐบาล เมกะโปรเจ็กต์นี้จะไปต่อหรือไม่ รอติดตาม!!

