หน้าแรก เศรษฐกิจ ดีเดย์ 1 ม.ค....

ดีเดย์ 1 ม.ค. 69 พณ.ลุย 2 มาตรการใหญ่ เข้มนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คุมส่งออกสินค้า DUI กว่า 916 พิกัด

22.09.25 | 13:49 น.

ดีเดย์ 1 ม.ค. 69 พณ.ลุย 2 มาตรการใหญ่ เข้มนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดเผา คุมส่งออกสินค้า DUI กว่า 916 พิกัด

เมื่อวันที่ 22 กันยายน นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กรมเตรียมเดินหน้าบังคับใช้มาตรการใหม่และเป็นมาตรการสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ การออกมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลอดการเผาเพื่อลดปัญหามลพิษ PM 2.5 ข้ามพรมแดน และการเริ่มใช้มาตรการใบอนุญาตส่งออก (Export License) สำหรับสินค้าที่สามารถนำไปใช้เพื่อเป็นสินค้าปกติและใช้เป็นส่วนประกอบในอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) หรือ สินค้าสองทาง (Dual-Use Items : DUI) ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์และก่อเกิดอันตราย สำหรับมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องมีหลักฐานเพื่อแสดงว่าสินค้าที่นำเข้ามาจากกระบวนการผลิตที่ปลอดการเผา เพื่อลดก่อฝุ่นPM 2.5 ข้ามพรมแดนเพื่อผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสร้างมาตรฐานการค้าใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ถึงปีละประมาณ 9 ล้านตัน แต่ผลิตได้ 4 ล้านตัน จึงต้องนำเข้าปีละกว่า 1.3-2 ล้านตัน ส่วนใหญ่แหล่งนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านและนำเข้าจากเมียนมาเป็นหลัก โดยที่หลายพื้นที่ยังใช้วิธีเผาไร่หลังเก็บเกี่ยว ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ลอยข้ามมาไทย ทั้งนี้ มาตรการใหม่กำหนดให้ผู้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต้องขึ้นทะเบียนรายปีกับกรมฯ และในการนำเข้าจะต้องแสดงหลักฐานว่าสินค้ามาจากการผลิตแบบปลอดการเผาตามหลักฐานที่กำหนด และเป้าหมายเริ่มตั้งแต่มกราคม 2569 สอดรับกับ พ.ร.บ อากาศสะอาด และกฎหมายลูก มีผลบังคับใช้ต้นปี 2569 โดยจะมีการเสนอที่ประชุมครม.ใหม่เห็นชอบ จากนั้นเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกหน่วยงาน ก่อนเสนอครม.อีกครั้งและเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามประกาศระเบียบดำเนินการ ทุกอย่างจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้

“ถือเป็นครั้งแรกที่ไทยใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกับการนำเข้าสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นมาตรการที่ร่วมกันตกผลึกตั้งแต่ต้นปี 2568 ระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน เกษตรกร และนักลงทุนไทย ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยร่วมกันหาแนวทางที่มีประสิทธิภาพ ค่อยเป็นค่อยไป ตรวจสอบได้ ไม่เป็นอุปสรรคเกินไป ต่อการค้าระหว่างประเทศ และบังคับใช้อย่างเท่าเทียมทั้งสินค้ามาจากต่างประเทศและในประเทศอันสอดคล้อง กับพันธกรณีระหว่างประเทศทั้ง ASEAN และ WTO อย่างมีสมดุล อย่างไรก็ดี มาตรการนี้ อยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ควบคู่ไปพร้อมกับแนวทางการป้องกันการขาดแคลนข้าวโพดเพื่อใช้ผลิตอาหารสัตว์ในกรณีที่การนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านมีปัญหา ที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ) อาทิ การขยายโควตานำเข้าในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ในระดับที่เหมาะสม พร้อมลดภาษีลงเหลือ 0% เป็นต้น โดยที่ยังคงมาตรการป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างเข้มงวดเช่นกัน เช่น มาตรการผู้นำเข้าต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ ข้าวสาลีจากต่างประเทศ 1 ส่วน เป็นต้น สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตอาหารสัตว์ โดยในปี 2567/2568 ไทยมีผลผลิตในประเทศ ต่อ ความต้องการใช้ อยู่ที่ 4.558 ล้านตัน : 8.436 ล้านต้น และในปี 2568/2569 อยู่ที่ 4.739 ล้านตัน : 9.201 ล้านตัน ทำให้มีการนำเข้าในปี 2567 และ 2568 (ม.ค. – มิ.ย.) อยู่ที่ 2.01 ล้านตัน และ 1.169 ล้านต้น ตามลำดับ โดยปี 2567 นำเข้าจาก เมียนมา (87%) ลาว (12.61%) กัมพูชา (0.39%) ในขณะที่ ประเทศที่ส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐ บราซิล และ อาร์เจนตินา ”

Advertisement

นายดวงอาทิตย์ กล่าวว่า สำหรับการบังคับใช้มาตรการออกใบอนุญาต (Licensing) สินค้าสองทาง (DUI) ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ หรือสินค้า DUI หมวด 0 เช่น เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ อุปกรณ์แขนกล และยูเรเนียมธรรมชาติ เป็นต้น โดยจะมีพิกัดศุลกากรที่เข้าข่ายต้องถูกควบคุมประมาณ 204 พิกัด (พิกัดระดับ 8 หลัก) ในการควบคุมตามมาตรการดังกล่าว ผู้ส่งออกต้องตรวจสอบว่าสินค้าของตนเป็น DUI หมวด 0 หรือไม่ ผ่านระบบ e-Classification ของกรมฯ ที่ www.etcwmd.dft.go.th หากพบว่าเป็น DUI จะต้องยื่นขออนุญาตผ่านระบบ e- DUI Licensing ที่กรมการค้าต่างประเทศพัฒนาขี้นมาโดยเฉพาะเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ส่งออก ทั้งนี้ ระบบ e-classification เริ่มเปิดระบบให้ผู้ประกอบการตรวจสอบได้ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2568 และผู้ประกอบสามารถยื่นขอใบอนุญาตผ่านระบบ e- DUI Licensing ได้ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 ซึ่งสินค้า DUI หมวด 0 มี 204 พิกัด และมีผู้ประกอบการส่งออกกว่า 600 ราย โดยปี 2567 ส่งออกมูลค่า 4.37 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่ไปยังสหรัฐ เนเธอร์แลนด์ ไต้หวัน จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น เป็นต้น

” จากนั้นจะขยายกรอบการควบคุม เริ่มภายในไตรมาส 2 ปี 2569 โดยทำเป็นระยๆค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้และปรับตัวไปจนครบทั้ง 10 หมวดของสินค้า DUI ที่มีรวม 916 พิกัด(พิกัด 6 หลัก) และมีผู้ประกอบการส่งออกกว่า 1 หมื่นราย สร้างมูลค่าส่งออก 3.15 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 30 % ของส่งออกรวมไทย การขยายควบคุมจะประเมินรายการสินค้าอีกครั้ง จากสถานการณ์ด้านการส่งออกของไทยควบคู่ไปกับสถานการณ์ด้านความเสี่ยงด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ในเป้าหมายจากนี้คือสินค้าDUI หมวด 7, 8, 9 อาทิ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับเครื่องบิน โดรน อุปกรณ์ล้อหมุน เป็นต้น ซึ่งกรมจะจัดสัมมนาเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับมาตรการให้แก่ภาคเอกชนในวันที่ 24 ก.ย. นี้ที่โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ โดยมาตรการนี้เป็นการดำเนินการภายใต้ข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) 1540 และ พ.ร.บ. การควบคุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. 2562 ” นายดวงอาทิตย์ กล่าว