ภารกิจ(ไม่)ลับของคนรุ่นใหม่ อนาคตดิจิทัลไทยเมื่อการเมืองเปลี่ยนผ่านอำนาจ โดย ดร.กร พูนศิริวงศ์

23.09.25 | 12:48 น.

การเมืองอาจหยุดเดิน แต่ชีวิตและนวัตกรรมยังเดินต่อ

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจ การหยุดชะงักของนโยบาย หรือการสับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและนโยบายในระยะยาว

ความผันผวนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปสู่ภาคธุรกิจและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ การเปลี่ยนรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ บ่อยครั้งส่งผลให้การดำเนินการนโยบายขาดความต่อเนื่อง โครงการสำคัญที่ต้องใช้เวลาดำเนินการนาน เช่น โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่, การปฏิรูปการศึกษา หรือนโยบายด้านเทคโนโลยี อาจต้องถูกทบทวนหรือชะลอออกไป การแต่งตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่ยังอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาครัฐที่ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา

ในทางกลับกัน หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่าชีวิตของผู้คน-โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่-ยังคงเดินหน้า พวกเขากำลังสร้างสรรค์นวัตกรรมและโอกาสใหม่ๆ โดยไม่รอคอยการนำจากภาครัฐ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่าง บล็อกเชน (Blockchain) และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อแก้ปัญหาในโลกจริง จากการสำรวจของ Chainalysis ในปี 2025 พบว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้งานคริปโทสูงที่สุดในภูมิภาค สะท้อนให้เห็นว่าความสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต

นอกเหนือจากการลงทุนแล้ว คนรุ่นใหม่ยังมองบล็อกเชนเป็นเครื่องมือในการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เช่น การนำบล็อกเชนมาใช้เพื่อบันทึกข้อมูลโฉนดที่ดินเพื่อป้องกันการปลอมแปลง หรือการสร้างแพลตฟอร์มการเงินกระจายศูนย์ (DeFi) เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง บทเรียนจากโครงการนำร่องเหล่านี้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้จากระดับประชาชน โดยไม่ต้องรอการอนุมัติจากผู้มีอำนาจทางการเมือง

Advertisement

⦁โลกที่เปิดเผย : ความรู้ที่ไร้พรมแดน และคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากพลาด
ในโลกปัจจุบันที่การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทำให้ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ได้ถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำอีกต่อไป ทุกคนสามารถเข้าถึงงานวิจัยล่าสุด หรือแนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ทำให้โลกในปัจจุบันเต็มไปด้วย “ความจริงใจ (Sincerely)” และ “ความโปร่งใส (Transparency)” หากองค์กรใดขาดความซื่อตรง ความจริงก็จะถูกเปิดเผยได้ง่ายกว่าในอดีต

นั่นคือเหตุผลที่มหาวิทยาลัยและนักศึกษาในไทยกำลังให้ความสำคัญกับคริปโทและบล็อกเชนมากขึ้น ไม่ใช่เพราะต้องการเก็งกำไรในตลาดที่ผันผวนเพียงอย่างเดียว แต่เพราะพวกเขาไม่อยาก “ตกขบวนความรู้” และไม่อยากพลาดโอกาสทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น การศึกษานี้จึงกลายเป็นเหมือน “วิชาพื้นฐาน” ของคนรุ่นใหม่ เหมือนกับที่คนรุ่นก่อนต้องเรียนรู้การใช้งานอินเตอร์เน็ตหรือระบบการเงินแบบดั้งเดิม สถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญนี้ และได้ร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์อนาคต ตัวอย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีหลักสูตรด้าน Fintech ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีการเงิน รวมถึงบล็อกเชน ขณะที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็มีการบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับดิจิทัลและบล็อกเชนในคณะวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต

นอกจากนี้ การศึกษาที่ผสานความร่วมมือกับภาคเอกชนโดยตรงยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้และทันต่อโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดสอนวิชา มธ.283 นวัตกรรมบล็อกเชนและคริปโทเคอร์เรนซี โดยร่วมมือกับ Binance TH Academy ที่มีความเชี่ยวชาญในการศึกษาด้านนี้ สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาไทยกำลังปรับตัวจากแหล่งข้อมูลเชิงทฤษฎีไปสู่ศูนย์กลางการสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพในการใช้งานจริง

⦁ความรู้ทางการเงิน : ภูมิคุ้มกันในยุคดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ Financial Literacy (ความรู้ทางการเงิน) ซึ่งควรถูกสอนในแทบทุกสาขาวิชา ไม่ว่าจะเรียนวิศวกรรมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือแพทยศาสตร์ ทุกคนควรมีพื้นฐานเรื่องการบริหารต้นทุน ผลตอบแทนจากการลงทุน (yields), การออมอย่างชาญฉลาด (smart saving) และที่สำคัญคือ การป้องกันตนเองจากกลโกงทางการเงิน โลกยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยโอกาสใหม่ๆ แต่ก็มีความเสี่ยงใหม่ๆ มาพร้อมกัน การเข้าใจการเงินจึงไม่ใช่เรื่องของนักลงทุนเท่านั้น แต่คือทักษะชีวิตที่ทุกคนต้องมี

การขาดความรู้ทางการเงินเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้คนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ง่าย รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ให้เห็นว่าในแต่ละปี มีผู้เสียหายจากการหลอกลวงทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ประชาชนขาดภูมิคุ้มกันและความเข้าใจในความซับซ้อนของสินทรัพย์ดิจิทัล การส่งเสริมความรู้ทางการเงินควบคู่ไปกับการให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืน

⦁ความหวังจากคนรุ่นใหม่ – เมื่อโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยพลังใหม่
หากมองออกไปยังเวทีโลก จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม แต่กำลังขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” ในทุกแวดวง เราเห็นผู้นำประเทศที่อายุน้อยลง ซีอีโอที่เติบโตจากสตาร์ตอัพเล็กๆ และนักคิดที่กลายเป็นผู้กำหนดทิศทางสังคม ปรากฏการณ์เหล่านี้ยืนยันว่าอนาคตกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของเยาวชนอย่างแท้จริง

ประเทศไทยก็เช่นกัน แม้ว่าการเมืองจะยังคงหยุดนิ่ง แต่ตราบใดที่คนรุ่นใหม่ยังคงเรียนรู้ ลงมือสร้างสรรค์ และไม่ยอมแพ้ต่อสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ไม่แน่นอน ประเทศก็ยังคงมีโอกาสก้าวทันการเปลี่ยนแปลง และในที่สุดอาจกลายเป็นผู้นำในภูมิภาคได้

คนรุ่นใหม่ในวันนี้เติบโตมาในโลกที่ข้อมูลเปิดกว้างและเข้าถึงได้ง่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร และองค์ความรู้ ที่คนรุ่นก่อนได้สร้างและพัฒนามาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา พวกเขาสามารถเชื่อมโยงข้อมูลข้ามสาขาวิชาและข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ และระบบที่ซับซ้อนอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่เว้นแม้แต่ในมิติทางการเมือง ที่คนรุ่นใหม่สามารถนำเสนอแนวทางใหม่ๆ ในการจัดการปัญหาที่หยั่งรากลึกได้ บทเรียนที่สำคัญคือการพัฒนาประเทศไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับนักการเมืองเสมอไป

อนาคตดิจิทัลของประเทศไทยกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ทุกวันโดยคนรุ่นใหม่ที่กล้าคิด กล้าทำ และเข้าใจทั้งโลกเทคโนโลยีและโลกการเงินควบคู่กัน นี่คือ “ความหวัง” ที่แท้จริงของประเทศ