หน้าแรก SDG Updates สมชัย ชี้เข้า...

สมชัย ชี้เข้าสู่ยุค AI Transformation แนะทฤษฎีโต๊ะหลายขา ฝากรบ.วาง 3 รากฐานมั่นคง

23.09.25 | 16:39 น.

สมชัย ชี้เข้าสู่ยุค AI Transformation แนะทฤษฎีโต๊ะหลายขา ฝากรบ.วาง 3 รากฐานมั่นคง

ที่แกรนด์ฮอลล์ ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก (เพลินจิต) นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ AIS บรรยายพิเศษในหัวข้อ AI for sustainability Nation งานสัมมนา PRACHACHAT ESG FORUM 2025 the TURNING POINT #ตีแตก sustainability จัดโดย ประชาชาติธุรกิจ ว่า การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของพฤติกรรมและวิธีคิดของผู้คนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป คือ ยุค AI Transformation ปัจจุบันไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่คือบททดสอบทางเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ ซึ่งสร้างความกังวลแก่ผู้คนจำนวนมาก ด้วยข่าวการเลิกจ้างพนักงานในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Google แม้กระทั่งในประเทศไทยเองที่ธนาคารกสิกรไทยก็ออกมาเสนอให้เกษียณตอน 45 ปี อีกทั้งรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดการณ์ว่า AI อาจเข้ามาทดแทนตำแหน่งงานเดิมได้สูงถึง 40%

“ประเด็นที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าในมุมมองของ AIS คือ ความเหลื่อมล้ำของคนที่ใช้เอไอเป็นกับใช้เอไอไม่เป็น”นายสมชัยกล่าว

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในแต่ละครั้งมีการเปลี่ยน “เจ้าโลก” ปฎิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 1ขับเคลื่อนด้วย เครื่องจักรไอน้ำ และโรงงาน ผู้ชนะคือผู้ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ดีที่สุด เช่น ชาติต่างๆ ในยุโรป ครั้งที่ 2 ขับเคลื่อนด้วย ศาสตร์การจัดการและการตลาด ผู้ชนะคือผู้ที่มีระบบบริหารจัดการองค์กรที่ดีที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 3 ขับเคลื่อนด้วย ดิจิทัลและแพลตฟอร์ม ผู้ชนะคือผู้ที่มีแพลตฟอร์มที่ดีที่สุด เช่น Alibaba หรือ Netflix ส่วนครั้งที่ 4 เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าขับเคลื่อนด้วยเอไอ ผู้ชนะยังไม่มีใครถูกตัดสินไม่มี “เจ้าโลก” ที่ชัดเจน

จำแนกเอไอออกเป็น 3 ระดับตามความซับซ้อน คือ 1. Narrow AI (AI เฉพาะทาง)เชี่ยวชาญในงานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น แช็ตบอต หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด ความเสี่ยงหลัก คือ ขณะที่เรากำลังใช้ Narrow AI พวกแช็ตบ็อต ต่างๆ กันอย่างสนุกและสบาย เป็นการฆ่าความรู้ความสามารถของมนุษย์ลง ทำให้สกิลที่เคยแข็งแกร่งกลับอ่อนด้อยลง” เหมือนกับในยุคปัจจุบันที่เราไม่สามารถจดจำเบอร์โทรศัพท์ได้อีกต่อไปเพราะพึ่งพาโทรศัพท์มือถือมากเกินไป”

Advertisement

2. Artifacial General Intelligence (AGI) ที่มีความเก่งเท่ามนุษย์ สามารถทำงานได้หลากหลาย การพัฒนา AGI ก่อให้เกิดภาระด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างมหาศาล เนื่องจากต้องใช้พลังงาน และทรัพยากรน้ำจำนวนมากในการฝึกฝนโมเดล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือประเทศสิงคโปร์ต้องสั่งระงับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ เพราะกังวลว่าจะไม่มีพลังงานและน้ำเพียงพอ 3. Super AI มีสติปัญญาสูงกว่ามนุษย์อนาคตของ Super AI ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยแบ่งออกเป็นสองมุมมองที่แตกต่างกันสุดขั้ว มุมหนึ่งมองว่าจะเป็น “โลกแห่งสวรรค์” แบบยูโทเปีย ขณะที่อีกมุมงกังวลว่าจะนำไปสู่สังคมแบบ “Winner-takes-all” ที่ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นจะถ่างกว้างออกไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

AIS เองมีประสบการณ์จากการทำ Digital Transformation เมื่อ 10 ปีที่แล้ว พบว่า คน สำคัญที่สุดทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ ทำให้คนเข้าใจและปรับใช้ดิจิทัลในการทำงาน ในชีวิตได้เร็วและมากที่สุดจะอยู่รอดและชนะ ซึ่งผมเห็นว่าต้องทำแค่ 3 อย่าง คือ การทำให้โปรดักส์และธุรกิจเป็นดิจิทัล การทำอินเทอร์เฟซที่สอดรับกันระหว่างโลกจริงและโลกดิจทัล และสุดท้ายคือการมีโมเดลธุรกิจที่สามารถสเกลไปได้ด้วยดิจิทัล ซึ่งตอนนี้มีหลักสูตรให้อบรมมากมาย ขณะที่ AI Transformation ยังไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไร

“AI Transformation ที่กำลังจะเกิดและยังไม่มีใครรู้ว่ามันทำอย่างไรนี้ ผมมองว่ามีเป้าหมาย 3 อย่าง คือ เพื่อทำให้กระบวนการทำงาน เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และลึกซึ้งขึ้น เพื่อให้องค์กรหรือบุคคลได้เปรียบและอยู่รอดได้”นายสมชัยกล่าว

นายสมชัย กล่าวว่า มี Approach ของ AIS ซึ่งไม่เคยพูดที่ไหนมาก่อน คือ ไม่ต้องฝันถึงการพัฒนาเอไอให้ยิ่งใหญ่และซับซ้อนระดับ AGI หรือ Super AI ให้เน้นการใช้ Narrow AI (AI ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง) ก็พอ โดยผมเรียกว่าทฤษฎี “โต๊ะหลายขา” ส่วนแรก คือ Human-in-the-Loop AI Training ให้แต่ละฝ่ายงาน เช่น การตลาด, กฎหมาย ฝึกฝน AI ด้วยข้อมูลและองค์ความรู้ของตนเอง ไม่ใช่ของ ChatGPT เพื่อสร้างเครื่องมือที่ทรงพลังให้พนักงาน เปรียบเอไอของแต่ละฝ่ายเหมือน “ขาโต๊ะ” ที่แยกกัน นำไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แนวทางนี้มีต้นทุนต่ำ ไม่กินพลังงาน ควบคุมง่าย และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาจริง

ส่วนที่สอง คือ AI in the Loop of Human Work กระบวนการนี้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าโต๊ะหรือท็อปโต๊ะข้างบนขาโต๊ะหลายๆ อัน เช่น พนักงานขาย หรือ Call Center ใช้ AI ที่ผ่านการฝึกฝนแล้วเป็น “ผู้ช่วย” ในการทำงาน เวลาเสนอขายแพกเกจก็จะวิ่งไปถาม เมื่อลูกค้าร้องขอข้อมูลหรือมีพฤติกรรมบางอย่าง ระบบ AI จะสามารถ วิ่งเข้าไปดูตาม “ขา” ของโต๊ะนั้นๆ (ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่ฝ่าย Marketing เตรียม AI ไว้แล้ว หรือข้อมูลจากฝ่ายกฎหมายที่บอกข้อห้ามของโปรโมชั่น) เพื่อให้คำตอบที่รวดเร็วและแม่นยำ

“หลายองค์กรในไทยที่มีการลงทุนในเอไอไปมหาศาลก่อนหน้านี้ เริ่มเห็นแล้วว่าไม่จำเป็น มีการลดงบลงเอาเฉพาะเอไอยูสเคสที่ดี เฉพาะเอไอที่แก้ปัญหาให้องค์กรได้”นายสมชัยกล่าว

การอยู่รอดในยุคเอไอ ยังต้องคำนึงถึงผู้คนระดับประเทศด้วย จะต้องมี 1. ความเท่าเทียม AI Inclusivity อยากให้ทุกบริษัทใช้ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต้องออกแบบระบบให้ครอบคลุมถึงผู้มีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น คนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 2. การสร้างความตระหนักรู้ AI Literacy เป็นหัวใจสำคัญในการเตรียมความพร้อมของคนไทย

ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลักคือ 1.เข้าใจ AI คืออะไร 2.ใช้งาน AI เป็น และ 3.ใช้งานอย่างรอบคอบและมีวิจารณญาณ อีกส่วนที่พูดบ่อยครั้ง คือ ยุทธศาสตร์ AI for sustainability Nation จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากรากฐานของประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งประกอบด้วย “พาย 3 ชิ้น” หรือ 3P คือ 1.Profit 2.Planet ในเรื่องของพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจคำนึงอยู่แล้ว ส่วนที่ผมมองว่าสำคัญที่สุดคือ 3.People ต้องเตรียมคนของเราให้พร้อม ไม่ต้องถึงกับให้เหมือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ให้ประชาชนทุกคนใช้เอไอฟรี แต่ต้องเน้นย้ำเรื่องการตระหนักรู้และความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น

“ในการเริ่มต้นพัฒนาคน เริ่มได้เลย ทุกคนควรเริ่มสร้าง AI Literacy ให้กับตนเอง คือ ทำความเข้าใจ ฝึกใช้งาน และใช้ด้วยวิจารณญาณ”นายสมชัยกล่าว

นายสมชัย กล่าวด้วยว่า การจะสร้างยุทธศาสตร์เช่นนี้ได้ ไม่ใช่แค่ในส่วนของบริษัทหรือองค์กร แต่ผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย หรือรัฐบาลผู้มีอำนาจต้องสร้างรากฐาน 3 ประการ คือ 1.สร้างการเมืองที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขวาฝ่ายซ้ายขอให้มั่นคง ประเทศต้องการรัฐบาลและระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ ไม่ใช่การเมืองที่ต้องลุ้นแบบวันต่อวัน เพื่อให้การวางนโยบายระยะยาวสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่ 2. สังคมที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม ใครทำผิดต้องว่าไปตามผิด ไม่ใช่ผู้มีอำนาจสามารถเปลี่ยนผิดเป็นถูกได้ สังคมที่เป็นธรรมจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเชื่อมั่น และ 3. สร้างเศรษฐกิจระบบใหม่ ต้องเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ ไปสู่เศรษฐกิจที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ในการสร้างมูลค่าและแข่งขันกับนานาชาติได้