ซีอีโอแสนสิริ ถอดโมเดลธุรกิจแสนล้านสู่ความยั่งยืน ผนึกพาร์ทเนอร์ สร้างอีโคซิสเต็ม
วันที่ 23 กันยายน นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา “PRACHACHAT ESG Forum 2025 The TURNNING POINT # ตีแตก Sustainability”ในช่วง“การถอดโมเดลธุรกิจยั่งยืน”ว่าเรื่องของ ESG ความหมายก็คือเป็นความยั่งยืนในแง่การทำธุรกิจ ซึ่งแสนสิริอยู่ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง เป็นธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูงถึง 40% ของโลก ซึ่งอสังหาฯอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ และใน 40% มี 70% เกิดจากการก่อสร้าง การเข้าไปใช้อาคาร ที่อยู่อาศัย อีก 30% เกิดในระหว่างการก่อสร้าง จึงทำให้การก่อสร้างเป็นส่วนสำคัญของความยั่งยืน สำหรับแสนสิริทำเรื่อง Net Zero เป็นรายแรกอสังหาฯไทย เพื่อเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2050 โดยมีความสนใจและศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมมานานและเริ่มเมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีการวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ โดยที่ผ่านมาได้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนปีละ 2 ล้านตัน หรือเท่ากับปลูกต้นไม้ 2 แสนต้น
“ปัจจุบันแสนสิริยังคงเดินหน้าตามแผนระยะสั้น ส่วนระยะกลางมีเป้าหมายในปี 2030 จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ได้ 30% วิธีการทำต้องใส่เข้าไปในกลยุทธ์ กระบวนการ และพนักงานของบริษัท อย่างเช่น โปรดักส์ต้องคิดเรื่องกรีนทั้งหมด ต้้งแต่ซื้อที่ดิน ออกแบบ ซื้อวัสดุก่อสร้างจากพาร์ทเนอร์ที่ผลิตสินค้ากรีน เพื่อเป็นบ้านประหยัดพลังงาน และเมื่อเข้าไปอยู่ในบ้านแล้ว ทำให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนออกมาน้อยที่สุด “นายอุทัยกล่าว

นายอุทัยกล่าวว่า นอกจากนี้แสนสิริมีพาร์ทเนอร์ 4,000 รายที่ขายสินค้าให้แสนสิริ เช่น อิฐ หิน แผ่นพื้น ผนัง สี สุขภัณฑ์ เป็นต้น ทำให้เกิดอีโค่ซิสเต็มส์ขนาดใหญ่และทุกคนได้ประโยชน์ สุดท้ายจะเกิดวิน-วินโซลูชั่น คือ ซัพพลายเออร์เราได้สินค้าใหม่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามการที่จะทำให้พาร์ทเนอร์เข้าใจในสิ่งที่เราคิด่ต่อไป ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุด โดยที่ผ่านมาแสนสิริมีจัดสัมมนาจุดประกายให้พาร์ทเนอร์เข้าใจอีโค่ซิสเต็ม จนทำให้ได้กรีนพาร์ทเนอร์มา 18 ราย ร่วมกันพัฒนาบ้านนวัตกรรมยั่งยืน ด้วยการออกแบบเพื่อสุขภาวะที่ดี มีนวัตกรรมบ้านเย็นลดอุณหภูมิ ใช้พลังงานสะอาดหมุนเวียนในบ้าน ใช้วัสดุรักษ์โลกยั่งยืน
“แสนสิริมีโรงงานพรีคลาสท์ เมื่อก่อนใช้ระบบก่ออิฐฉาบปูนทำให้เกิดฝุ่น ขยะ เราเลยสร้างโรงงานพรีคลาสต์ที่เกิดการสูญเปล่าแค่ 0.01% ยังร่วมกับมหาวิทยาลัยเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พัฒนาพรีคาสท์เสริมกราฟีน สามารถลดอุณหภูมิความร้อนได้ 2-3% ซึ่งอีก 2 ปีข้างหน้าจะเห็นบ้านพรีคลาสท์มีฉนวนกันความร้อนได้ดีด้วย แต่บางเรื่องด้วยเรื่องต้นทุนยังไม่คุ้มจะทำ ก็ต้องรอ อย่างโซลาร์เซล เราศึกษามา 15 ปีแล้ว ปัจจุบันมีจุดคุ้มทุนอยู่ที่ 5 ปี เลยหยิบมาทำ“นายอุท้ยกล่าว

นายอุทัยกล่าวว่า นอกจากนี้ยังร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ส่งมอบสินเชื่อบ้านรักษ์โลกหรือกรีนโลนให้กับลูกบ้านแสนสิริในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ยังร่วมกับกรุงเทพมหานคร(กทม.) ลดขยะในไซต์ก่อสร้างเกือบ 50% พร้อมกันนี้ยังมีการช่วยคนตัวเล็ก ดึงเด็กระดับประถมและมัธยมที่หลุดจากการศึกษาเข้าสู่ระบบการศึกษา โดย4-5 ปีแสนสิริบริจาคเงินไปกว่า 100 ล้านบาท ช่วยให้เด็กกลับสู่การศึกษาแล้วกว่า 1 หมื่นรายแล้ว ตลอดจนดึงพาร์ทเนอร์ช่วยซื้อสินค้าเกษตรที่ราคาตำต่ำ เช่น ลำไย เป็นต้น รวมถึงภารกิจ Good Citizen (พลังแห่งพลเมืองดี) ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยเปราะบาง ไม่ว่าเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ถ้าเราช่วยกันคนละไม้คนละมือสังคมจะอยู่ได้และเดินต่อได้
“ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอด และส่งผลดีกลับมาสู่องค์กร เริ่มจากทำสิ่งเล็กๆ หาพาร์ทเนอร์มาช่วย จะเกิดขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งความยั่งยืนเราไม่ได้ทำเพราะสังคมบังคับ แต่เราทำเพราะเป็นสิ่งที่ควรทำ นี่คือดีเอ็นเอของแสนสิริ”นายอุทัยกล่าว

