เจาะ 5 ทศวรรษ‘นกนางนวล’ ไม่ได้มีแค่‘เครื่องครัวสเตนเลส’
อยู่คู่ครัวไทยมา 55 ปีแล้ว เครื่องครัวสเตนเลส “Seagull” (ซีกัล) หรือนกนางนวล ที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
จากธุรกิจครอบครัว บุกเบิกโดยรุ่นพ่อ “มานะ เรืองจรุงพงศ์” ที่เริ่มต้นจากการซื้อขายช้อน 1 คัน จนต่อยอดมาเป็นจาน หม้อกระทะสเตนเลสและนอนสติ๊ก ตรานกนางนวลและจรวด โดยมีฐานผลิตใหญ่อยู่ที่ปราจีนบุรี บนเนื้อที่ 100 ไร่ และในปี 2549 ประกาศความเป็นสากล เปลี่ยนชื่อตราสินค้าจาก “นกนางนวล” เป็น “ซีกัล” บุกตลาดในประเทศและต่างประเทศจนถึงปัจจุบัน
วันนี้ “นกนางนวล” เปลี่ยนผ่านสู่เจเนอเรชั่นที่ 2 รับไม้ต่อขับเคลื่อนแผนพาธุรกิจฝ่าสนามการค้าที่ไร้พรมแดน เพื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 6 ในอีก 5 ปี ข้างหน้า พร้อมประกาศ “ซีกัลจะไม่มีแค่เครื่องครัว” และ “ไม่เน้นแข่งราคา แต่เน้นคุณภาพ” เพื่อสร้างแบรนด์และธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
ล่าสุด บุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและของใช้ในบ้านขนาดเล็ก ภายใต้แบรนด์ “Seagull Electric” ที่เน้นสีสัน ดีไซน์ทันสมัย ในราคาจับต้องได้ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ หลังพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยทุ่มงบกว่า 20 ล้านบาท เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดเชิงรุก เพื่อการสื่อสาร สร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ว่าในวันนี้ “ซีกัล” มีเครื่องใช้ไฟฟ้าไซซ์เล็ก เป็นอีกหนึ่งเรือธงของการเดินหน้าธุรกิจ
“อรุณ เรืองจรุงพงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสเตนเลสสตีล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องครัวสเตนเลสและเครื่องครัวนอนสติ๊กแบรนด์ “ซีกัล” และ “จรวด” กล่าวว่า แบรนด์ซีกัลหรือนกนางนวล เติบโตมาจากเครื่องครัวสเตนเลส แม้จะรุกสู่ตลาดใหม่อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กและของใช้ในบ้าน แต่เราไม่เลิกขายหม้อ กระทะ รวมถึงหม้อก๋วยเตี๋ยว แต่เป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอ รองรับกับเทรนด์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ ต้องการอะไรที่ใช้ง่าย สะดวก ที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ผู้บริโภคชอบสิ่งที่เป็นสีสัน เป็นแฟชั่น อย่างแก้ว Tumbler ที่เรานำมาจำหน่ายเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก
“แบรนด์ Seagull Electric เป็นสินค้าพรีเมียมแมส เรานำเข้าจากจีน เป็นสินค้ามีคุณภาพ เพราะใช้ระบบเทคโนโลยีมาตรฐานในการผลิต น่าเชื่อถือได้ ราคาจับต้องได้ เราไม่เน้นแข่งราคา เน้นคุณภาพ ของเราแพงกว่าสินค้าจีน 20% แต่ถูกกว่าสินค้าญี่ปุ่นและยุโรป 20-30% เราขายผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เช่น โมเดิร์นเทรด ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ถือว่าเป็นการแตกไลน์ครั้งแรกในรอบ 55 ปีก็ว่าได้ จุดแข็งคือเราทำเครื่องครัวมา 55 ปี มีความชำนาญในตลาด มีความน่าเชื่อถือ ต่างจากคู่แข่งในตลาด และสินค้าจากต่างประเทศที่ไม่ได้มาตรฐาน ถามว่าเรามาทำตลาดช้าไปไหม ผมมองว่าไม่ช้า” ทายาทนกนางนวลกล่าวย้ำ
สำหรับเป้าหมายการเติบโตของแบรนด์ใหม่ “อรุณ” บอกว่า เพิ่งทำตลาดได้เพียง 4 เดือน ดังนั้นในแง่ของยอดขายปี 2568 น่าจะทำได้ประมาณ 50-60 ล้านบาท แต่ตั้งเป้าภายใน 3 ปีหรือภายในปี 2571 จะมียอดขายร่วม 500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 40% ของรายได้รวมบริษัท โดยปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายมากกว่า 200 ล้านบาท ปัจจุบันตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กมีขนาดใหญ่ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000-6,000 ล้านบาท ในปีนี้คาดว่าน่าจะเติบโต 1 ดิจิต เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ค่อยดี คนระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ในตลาดยังคงเห็นการแข่งขันสูง มีหลายแบรนด์ รวมถึงสินค้าจีนที่เข้ามาจำนวนมาก แต่ไม่มีคุณภาพ ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น
“ตั้งเป้าอีก 3-5 ปีข้างหน้า Seagull Electric จะเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ผู้บริโภคคิดถึงเป็นลำดับแรก เราจะขยายไลน์สินค้าครอบคลุมการใช้งานภายในบ้านมากขึ้น ไม่ใช่แค่ห้องครัว จากปัจจุบันมีสินค้า 40 ไอเท็ม ครอบคลุมการใช้งานครัว และไลฟ์สไตล์ประจำวัน อาทิ หม้ออัดแรงดันไฟฟ้าแบบตั้งโปรแกรม เครื่องทำน้ำเต้าหู้ เครื่องปั่นอเนกประสงค์ เครื่องบดสับ ให้ความสำคัญที่ดีไซน์ทันสมัย ฟังก์ชั่นตอบสนองคนรุ่นใหม่ คุณภาพดีใช้งานนาน การบริการหลังการขาย การรับประกันที่มั่นใจได้ พร้อมดูแลลูกค้าตลอดการใช้งาน ตอกย้ำ Seagull Electric ไม่ใช่แค่เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่คือเพื่อนคู่บ้านที่เข้าใจการใช้ชีวิตของทุกคน พร้อมทั้งยังเชื่อมั่นว่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ยังไม่ขาลง เพราะมีอายุการใช้ เมื่อถึงเวลาลูกค้าก็ต้องซื้อเปลี่ยนใหม่” อรุณกล่าวอย่างมั่นใจ
ซีอีโอซีกัลยังอัพเดตธุรกิจเครื่องครัวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายลดลง 20% แต่ปี 2568 คาดว่าจะกลับมาโตที่ 20% มียอดขายกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากมีการเร่งการขาย เร่งทำโปรโมชั่น ออกสินค้าใหม่ และสินค้าแฟชั่นมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการขาย รวมถึงมีรายได้จากการผลิตสินค้าโออีเอ็มส่งไปที่สหรัฐอเมริกาด้วย ปัจจุบันบริษัทยังคงมีส่วนแบ่งในตลาดที่ 30% ขณะที่ยอดขายต่างประเทศคิดเป็น 10% ของรายได้รวม ส่วนใหญ่เป็นตลาดเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา กัมพูชา สำหรับตลาดกัมพูชาในปัจจุบัน แทบไม่มียอดขาย จากโดยปกติจะมียอดขายปีละกว่า 10 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปิดชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ส่งออกไม่ได้ จึงเน้นทำตลาดและการขายในประเทศมากขึ้น รวมถึงอาจจะมองหาตลาดอื่นทดแทน
ถามถึงแผนการลงทุนใหม่ “อรุณ” กล่าวย้ำว่า บริษัทยังคงมีการลงทุนในเครื่องจักรทุกปี โดยเฉลี่ยปีละ 40 ล้านบาท ไม่ว่าจะซื้อเพิ่ม ซื้อเปลี่ยน หรือเพื่ออัพเกรดปรับปรุงใหม่ ล่าสุดปี 2568 ได้ลงทุนซื้อโรบอตกว่า 100 ตัว นำมาใช้แทนคนภายในโรงงาน เพื่อให้มีความแม่นยำและทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น อีกทั้งโรบอตก็สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง เราทำเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ปีนี้เพิ่มการลงทุนมากขึ้น
“เราคาดหวังช่วงโค้งสุดท้ายปีนี้ ยอดขายจะคึกคักขึ้น เพราะเป็นไฮซีซั่นที่ผู้บริโภคมองหาของขวัญ เรามีทำเป็นชุดของขวัญ และโปรโมชั่นกระตุ้นด้วย เช่น ซื้อเตาแถมกระทะ แต่ไม่เล่นราคา เพราะจะทำให้ราคาเสียได้ ทั้งนี้ อยากให้รัฐบาลใหม่มีมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายเพิ่มนอกจากคนละครึ่ง เช่น อีซี่ อี-รีซีท ถือว่าเป็นมาตรการที่ช่วยได้มาก สะท้อนจากยอดขายเมื่อต้นปี หลังมีมาตรการทำให้ยอดขายเราเพิ่มกว่า 10% ส่วนคนละครึ่งเราจะได้ผลทางอ้อม เพราะร้านค้าที่เป็นลูกค้าเรา เช่น แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวจะค้าขายดีขึ้น และมาซื้อสินค้าจากเราเพิ่ม” อรุณกล่าวทิ้งท้าย
เป็นการปรับตัวของธุรกิจแบรนด์เก่าแก่ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ท่ามกลางการแข่งขันและโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม!

