ภาวะหนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง ปีเดียวเพิ่ม 22% แตะ 7.4 แสนบาท สูงสุดรอบ 4 ปี แนะรัฐเร่งกระตุ้นจีดีพี
วันที่ 25 กันยายน นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 สำรวจประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,716 ราย ระหว่างวันที่ 15-22 กันยายน พบว่า ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ 30.9% มีรายเฉลี่ย 5,0001-100,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ 46.3 % ไม่เคยเก็บออมเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน
ส่วนกลุ่มคนมีการเก็บออมก็เก็บออมได้ลดลง ทั้งนี้ เปรียบเทียบสถานะทางการเงินของครัวเรือนปี 2568 กับปี 2567 ส่วนใหญ่ 44.5% ระบุมีสถานะเหมือนเดิม
ขณะที่ 28.4% ระบุแย่ลง 20.7% ระบุแย่ลงมาก เพียง 6.4 % ระบุดีขึ้นถึงดีมาก ส่วนสถานะรายได้เทียบกับรายจ่าย ส่วนใหญ่ 47.3% ระบุมีเงินเหลือเก็บ แต่ 22.2% ระบุเงินไม่เพียงพอใช้จ่าย กลุ่มนี้ 39.9 % แก้ปัญหาด้วยการกู้ยืม อันดับแรกคือกดเงินสดจากบัตรเครดิต ตามด้วย กู้ธนาคารพาณิชย์ กู้จากธนาคารเฉพาะกิจ เป็นต้น โดยรวม 38.2% ระบุค่าครองชีพสูงเป็นสาหตุหลักทำให้ความเป็นอยู่แย่ลง
เมื่อถามถึงภาวะหนี้ของครัวเรือนในปี 2568 ว่า เพียง 4.9% ระบุไม่มีหนี้ ส่วนใหญ่ 95.1 % ระบุว่ามีหนี้ และเป็นหนี้เฉลี่ย 740,596.94 บาทต่อครัวเรือน ต้องผ่อนชำระ 22,022.08 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบสัดส่วน 65.0% และ ผ่อนชำระ 20,330บาท/เดือน อีก 35%เป็นหนี้นอกระบบ และผ่อนชำระ 8,023/เดือน ส่วนใหญ่ 46.8 % เป็นหนี้บัตรเครดิต รองลงมา คือ หนี้ที่อยู่อาศัย และ ยานพาหนะ การก่อหนี้นั้น พบว่า อาชีพราชการก่อหนี้ยานพาหนะมากสุด อาชีพรับจ้างก่อหนี้สินเชื่อบัครเครดิต เจ้าของกิจการก่อหนี้ที่อยู่อาศัย พนักงานเอกชนก่อหนี้บัตรเครดิต และเกษตกรก่อหนี้สินเชื่อเพื่อการเกษตร เมื่อแยกเฉพาะหนี้บัตรเครดิต พบว่า ส่วนใหญ่ใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค รองลงมาคือซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส ประกอบธุรกิจ และซื้อสินค้าคงทน
เมื่อด้านความสามารถในการชำระหนี้ในปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่ 59.3 % ระบุว่าสามารถชำระได้ตามกำหนด อีก 24.3 % ชำระได้ไม่เกิน6เดือน ส่วน 15.6% ชำระได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 0.8% ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ทั้งนี้ ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา 74.4% ระบุเคยผิดนัดชำระหนี้ เพิ่มจากปีก่อนอยู่ที่ 71.6% ขณะที่ 25.6 % ระบุไม่เคยผิดนัด สาเหตุผิดนัดชำระหนี้ คือ รายได้ลดลง เศรษฐกิจไม่ดี มียอดชำระหนี้เพิ่มขึ้น และตกงาน ตามลำดับ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวสรุปผลสำรวจหนี้ครัวเรือนปี 2568 ไทยมีหนี้เฉลี่ย 740,596.94บาท/ครัวเรือน ซึ่งเพิ่มจากปีก่อน 22.1 % และคนเป็นหนี้นอกระบบสูงขึ้น จากสัดส่วน 30 % เป็น 35% เท่าปี 2554 ดังนี้พึ่งพาหนี้ในระบบจึงลดลงเหลือ 65% ขณะที่มีอัตราผ่อนชำระ 20,290.37 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8 %
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนมา 10 ปีแล้ว มีสัดส่วนสูงกว่า 80% ของจีดีพี โดยปี 67 ครัวเรือยไทยมีภาระหนี้ 6 แสนบาท แต่ปีนี้เพิ่มเป็นกว่า 7.4 แสนบาท/ครัวเรือน เพิ่มถึง 22% เป็นอัตราสูงสุดในรอบ 4 ปี สาเหตุเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพทรงตัวสูง และสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ส่วนหนี้นอกระบบพุ่งสูงขึ้น เพราะสินเชื่อในระบบตึงตัวแบงก์ไม่ปล่อยกู้ ทำให้สินเชื่อติดลบต่อเนื่อง 4 ไตรมาสแล้ว จากนี้ต้องจับตามองหนี้เสีย(NPL)เป็นพิเศษ เพราะมีเอ็นพีแอลที่อยู่กลุ่มต้องจับตามมองพิเศษ 6 % ขณะที่เอ็นพีแอลในกลุ่มที่ทำให้ธนาคารต้องตั้งสำรองอยู่ที่ 4% คนจึงผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น
” ปัญหานี้ครัวเรือนเกิดจากเศรษฐกิจไม่ดี ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นจีดีพีโดยเร็ว เริ่มจากโครงการคนละครึ่ง เชื่อว่าหากรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินผ่านคนละครึ่งวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท จะทำให้จีดีพีปี2568โตถึง 2% ช่วยลดหนี้ครัวเรือน ยิ่งรัฐกระตุ้นต่อเนื่องจะทำให้เศรษฐกิจปี 2569 ขยายตัว 3-4% ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงต่ำกว่า 80% ได้ภายใน3ปี ” นายธนวรรธน์ กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำโดยเฉพาะข้าว ต้องเร่งหาตลาด เร่งหาสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี หามาตรการทำให้สินเชื่อกลับมาเป็นบวกให้ได้ในไตรมาส 4/2568

