หน้าแรก เศรษฐกิจ ตลาดไฟฟ้าสีเข...

ตลาดไฟฟ้าสีเขียว : คำตอบของประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน

26.09.25 | 09:47 น.

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของประชาคมโลก ความมุ่งมั่นของประเทศต่างๆ ในการกำหนดเป้าหมายสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) จึงกลายเป็นยุทธศาสตร์หลักของการพัฒนาเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21

ประเทศไทยเองก็ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจน โดยตั้งเป้าหมายการบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ.2050 และ Net Zero ภายในปี ค.ศ.2065 อย่างไรก็ตามการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ไม่อาจเป็นภาระของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว ภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก กำลังเผชิญแรงกดดันให้ลดการปล่อยคาร์บอนเร็วกว่าระบบไฟฟ้าของประเทศ นำไปสู่คำถามสำคัญว่า “ประเทศไทยควรเร่งให้ทั้งระบบไฟฟ้าก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนให้เร็วกว่ากรอบปี ค.ศ.2050 หรือไม่ เพื่อเสริมความสามารถทางการค้าและการแข่งขันของประเทศ?”

เมื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน จะพบว่า แม้เป้าหมายของประเทศและภาคเอกชนจะเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด แต่กลับมีบริบทที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในระดับมหภาค การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของชาติยังต้องยึดหลักความสมดุลทั้งสามด้าน ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน ความสามารถในการเข้าถึงในราคาที่เหมาะสมและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม โดยต้องตอบโจทย์ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม ทั้งครัวเรือน ธุรกิจขนาดย่อม และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีข้อจำกัดต่างกัน

ขณะที่ภาคเอกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก กลับถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันจากคู่ค้าระหว่างประเทศ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดโลก เช่น มาตรการปรับภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่เริ่มมีการบังคับใช้แล้วในสหภาพยุโรป หรือข้อกำหนดจากกลุ่ม RE100 ที่ต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% ส่งผลให้หลายบริษัทในไทยต้องตั้งเป้า Carbon Neutrality หรืออาจรวมถึง Net Zero เร็วกว่ากรอบเวลาของประเทศ เช่น ในปี ค.ศ.2040 หรือเร็วกว่านั้น เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน

Advertisement

ในทางปฏิบัติ บริษัทระดับโลก อย่าง Microsoft, Google หรือ Amazon ได้พยายามมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยเริ่มต้นทำสัญญาซื้อพลังงานหมุนเวียนระยะยาวจากแหล่งผลิตเฉพาะ รวมถึงใช้เครื่องมือรับรองคุณลักษณะทางพลังงาน อย่างเช่น Renewable Energy Certificate (REC) เพื่อรับรองสิทธิการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้อย่างโปร่งใส และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการรายงาน GHG Protocol โดยเฉพาะในส่วนของ Scope 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าขององค์กร

การเข้าถึงไฟฟ้าหมุนเวียนจึงกลายเป็น “ยุทธศาสตร์การแข่งขัน” ที่ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับต้นทุนหรือสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงการเข้าถึงตลาดระดับโลก และการสร้างภาพลักษณ์องค์กร การรอให้ระบบไฟฟ้าทั้งประเทศเปลี่ยนผ่านอาจไม่ทันต่อความต้องการของธุรกิจบางกลุ่ม จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนา “ตลาดไฟฟ้าสีเขียว” ที่เอื้อให้เอกชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนผ่านของทั้งระบบ

ทางออกในการตอบสนองต่อความต้องการไฟฟ้าสีเขียวของภาคเอกชนที่มีความต้องการด้านไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้ริเริ่ม “ตลาดไฟฟ้าสีเขียว” (Green Power Market) ขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้ผ่านกลไกที่หลากหลาย เช่น

1.การพัฒนาอัตราไฟฟ้าสีเขียว หรือ Green Tariff Programs ที่เปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกซื้อพลังงานหมุนเวียนโดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อแลกกับสิทธิการอ้างการใช้ไฟฟ้าสะอาด

2.การออกแบบและกำหนดมาตรฐานการรับรองพลังงานหมุนเวียน Renewable Energy Certificate (REC) โดยเป็นใบรับรองที่แสดงว่าไฟฟ้าหนึ่งหน่วยมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ตรวจสอบได้

3.การสนับสนุนการจัดตั้ง ตลาดซื้อขาย REC ในประเทศ เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้ใช้สามารถจับคู่กันได้โดยไม่ต้องพึ่งระบบอุดหนุนจากรัฐเพียงอย่างเดียว

4.การพัฒนากลไกการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสีเขียวผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้า ภายใต้รูปแบบทางธุรกิจในการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่หลากหลายประเภท

ตลาดไฟฟ้าสีเขียวเหล่านี้ช่วยให้ภาคเอกชนสามารถ “เลือกใช้” พลังงานหมุนเวียนได้ตามเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของตนเองได้อย่างยืดหยุ่นและโปร่งใส โดยไม่ต้องรอการเปลี่ยนผ่านของระบบไฟฟ้าทั้งระบบ การเปิดทางให้เอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดโดยตรงผ่านกลไกตลาด จึงเป็นนโยบายที่สร้างแรงจูงใจ เชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนกับภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศไทย แม้จะยังไม่มีระบบไฟฟ้าเสรีอย่างสมบูรณ์ ก็ได้มีการริเริ่มการพัฒนาตลาดไฟฟ้าสีเขียวผ่านโปรแกรมการซื้อขายพลังงานหมุนเวียนอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ ดำเนินการผ่านโปรแกรมอัตราพลังงานไฟฟ้าสีเขียวหรือ Utility Green Tariff โดยผู้ซื้อไฟฟ้าสามารถซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียนแบบเจาะจงได้ จากการไฟฟ้า (UGT2) โดยการไฟฟ้าจะจำหน่ายไฟฟ้าพร้อมรับรองสิทธิการใช้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายใต้โครงการดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อไฟฟ้า

นอกจากนี้ ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนารูปแบบสัญญา Direct PPA โดยมีแนวทางในการใช้ผู้ผลิตไฟฟ้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตรงกับผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนได้ โดยจะทำการส่งไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนดังกล่าวผ่านโครงการข่ายไฟฟ้า ทั้งนี้ ผู้ซื้อไฟฟ้าจำต้องทำการทำสัญญาซื้อบริการเสริมความมั่นคงและบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนดของการไฟฟ้าด้วย

นอกจากการพัฒนาตลาดไฟฟ้าสีเขียวจะช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจที่มีความต้องการพลังงานสะอาดสามารถในการเข้าถึงตลาดโลกที่มีข้อกำหนดด้านมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้มงวดแล้ว ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีศักยภาพอย่างมากในการพัฒนาเป็นผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนชั้นนำของภูมิภาค ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล หากสามารถวางระบบสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น กลไกการรับรองที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และตลาดซื้อขายพลังงานที่เปิดกว้างมากขึ้น

ประเทศไทยอาจไม่เพียงแต่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในประเทศ แต่ยังสามารถสร้างรายได้ใหม่จากการส่งออกใบรับรองพลังงานสะอาด (REC) ให้แก่ประเทศที่ไม่มีศักยภาพการผลิตเทียบเท่า อีกทั้งยังสามารถผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจสีเขียว (Green Industry Hub) ที่ดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกที่มองหาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดพร้อมใช้ โดยเฉพาะในยุคที่ Green Supply Chain กลายเป็นมาตรฐานของโลกการค้า

การสร้างระบบตลาดไฟฟ้าสีเขียวไม่เพียงแต่ตอบสนองภาคธุรกิจที่มีเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน เท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างงานใหม่ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ในการออกแบบตลาดไฟฟ้าใหม่ที่รองรับความหลากหลายของความต้องการ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งระบบให้เป็นสีเขียวในทันที แต่ต้องให้ผู้ที่พร้อมแล้วสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ทันที เพื่อให้ตลาดไฟฟ้าสีเขียวจะกลายเป็นกลไกสำคัญในการเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน อย่างมั่นคง ยืดหยุ่น และยั่งยืน โดยมีภาคเอกชนเป็นพลังขับเคลื่อนหลัก

และภาครัฐเป็นผู้ออกแบบสนามแข่งขันที่เปิดกว้างและเท่าเทียม!!