เอสเอ็มอี ชี้เศรษฐกิจไทยติดหล่ม ต้องขับเคลื่อน 4 เรื่องใหญ่
เมื่อวันที่ 25 กันยายน นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า ภาคประชาชน และ SME เผชิญสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจฐานรากเรื้อรัง ที่ต้องเร่งดำเนินการ 4 เรื่องใหญ่ ข้อเสนอที่ภาครัฐและเอกชนรวมทั้งภาคประชาสังคมต้องร่วมมือในการเข็นเศรษฐกิจขึ้นจากหล่ม หรือ จะรอคอยมองกระจกหลังประเทศในอาเซียนทยอยวิ่งแซงประเทศไทยไปทีละประเทศ “หากเราไม่ช่วยกันเองแล้วจะรอให้ใครมาช่วยเรา” ข้อเสนอประกอบด้วย
1. หนี้เพิ่มมูลค่า ซึ่งตรงข้ามกับการติดหล่มของประเทศในมิติหนี้ครัวเรือนที่ด้อยคุณภาพ ส่งผลกระทบต่อหนี้เสีย และหนี้นอกระบบที่เบ่งบานเข้าถึงทุกระดับช่วงวัยและอาชีพ การเปลี่ยนหนี้ครัวเรือนด้อยคุณภาพ เป็น หนี้เพิ่มมูลค่า จึงเป็นบทบาทภารกิจของประเทศทุกฝ่ายที่ยึดประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนไม่ใช่ “ผลประกอบการที่มีกำไร” เท่าไหร่ ? เท่านั้น ทำ ESG แต่ภาพลักษณ์เปลือกนอกแต่ความรับผิดชอบต่อสังคมและธรรมาภิบาลกลับไม่ตอบโจทย์ส่วนรวมเศรษฐกิจและประเทศไทย หล่มใหญ่ หล่มเล็ก หลากหลายหล่มรอการแก้ไขที่จริงจังต่อเนื่องอย่างจริงใจ
- “ผลกรรมอดีตสู่ปัจจุบัน” แคมเปญจูงใจสารพัดส่งเสริมการขายที่ไม่ใช้ “Market Conduct” แต่ใช้ “Market กับดัก” เพื่อดันยอดบัตรเครดิต บัตรเดบิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อรายย่อยที่มีการคิดดอกเบี้ยสูงเกินจริง บางสถาบันการเงินนำ บสย.มาค้ำประกันร่วมด้วยแต่คิดดอกเบี้ยสูงถึง 28-33% ต่อปี แทนที่ดอกเบี้ยจะต้องลดลงเพราะมี บสย. แต่กลับมาทำกำไรเพิ่มขึ้น ถูกต้องหรือไม่ ? โปรแกรมแกมบังคับกับประกันสารพัดรูปแบบพร้อมสินเชื่อที่จะช่วยให้ง่ายต่อการอนุมัติ จนส่งผลกระทบประชาชน SME แบกเกินขีดความสามารถในสภาวะเศรษฐกิจฐานรากซึมลึก
- “หนีเสือปะจระเข้” Risk-based pricing หรือ กลไกการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามระดับความเสี่ยงของผู้กู้ ที่ออกแบบมาให้เสมือนเป็นโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของ SME และประชาชนรายย่อย เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นจริงหรือ ? หรือ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้สถาบันการเงินทั้งระบบสามารถคิด “อัตราดอกเบี้ยได้แบบลอยตัว” ซึ่งปัจจุบันมีการกำหนดเพดานดอกเบี้ยแต่ประชาชนและ SME ใครทราบบ้างว่า “เกณฑ์ความเสี่ยงเป็นธรรม ?” คิดคำนวณกันอย่างไร ? ผู้กู้ ผู้ขอสินเชื่อทราบหรือไม่ ? การเข้าถึงแหล่งทุนควรพิจารณาใช้มาตรการโครงการของภาครัฐที่ต่อเชื่อมกันอย่างเป็นระบบโดยใช้สถาบันการเงินรัฐเป็นหลัก อาทิ บสย. สถาบันการเงินรัฐ
- “เราสู้ ใครช่วย (ได้จริง) ? กับดักหนี้ที่แก้ไม่สุด” ไปให้สุด 4 เรื่องเรื่องแรก “เจ้าภาพหลัก” ที่มีอำนาจในการกำกับดูแล คือ ใคร ? มีหรือไม่ ? ที่จะช่วยให้ทิศทางเป็นไปอย่างมีเอกภาพเบ็ดเสร็จ
เรื่องที่สอง “ฅนกลางที่เป็นธรรม” การเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้มีผู้เจรจาคนกลาง หรือ อนุญาโตตุลาการ เพื่อให้การไกล่เกลี่ยเป็นธรรมทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้หรือไม่ ? ลูกหนี้หนึ่งรายส่วนใหญ่มีเจ้าหนี้มากกว่า 2 ราย
เรื่องที่สาม “หนี้ Hybrid” ทั้งในระบบและนอกระบบ ซึ่งจากการสำรวจของ สสว.พบว่ามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 45 และแนวโน้มอนาคตหนี้นอกระบบจะเพิ่มขึ้นจากการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบที่ลดลง และกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นในที่สุด จึงต้องมีกลไกการแก้ไขหนี้นอกระบบร่วมกันไปด้วย
เรื่องที่สี่ “ยั่งยืนต้องฟื้นฟู” ขาดกลไกการส่งต่อระบบพี่เลี้ยง ที่ปรึกษาเพื่อถอดบทเรียน พัฒนาขีดความสามารถอย่างต่อเนื่องหาทางออกให้ SME กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ให้รวดเร็วเพือกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติพร้อมกับการเติมทุนต้นทุนต่ำ “คืน SME ที่แข็งแรงกลับสู่เศรษฐกิจไทย”
“ใช้ผิดที่ 100 ปี ก็เหลื่อมล้ำเช่นเดิม” บสย. แต้มต่อที่ดีแต่ใช้ได้ไม่เต็มที่ หากพิจารณากลไก บสย.จะต้องเป็นเครื่องมือสถาบันการเงินของรัฐเท่านั้นในการส่งเสริมการค้ำประกันสินเชื่อให้ SME โดยเฉพาะรายย่อยและรายย่อมเพื่อให้เข้าถึงแหล่งทุนในระบบที่มีต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติ พร้อมใช้ศูนย์บริการที่ปรึกษาทางการเงิน (บสย. FA Center) ยกระดับการสร้างวินัยทางการเงิน ทักษะการบริหารจัดการทางบัญชีและการเงินให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SME และประชาชนรายย่อยที่เข้าสู่เศรษฐกิจในระบบ ซึ่งต้องเป็นกลไกรัฐแบบถาวรในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากไทย เพิ่มกำลังคนโดยสร้างงานสร้างอาชีพที่ปรึกษาจากนักกการเงินการธนาคาร เปลี่ยนเกษียณเป็น และเพิ่มศูนย์ที่ปรึกษาทั่วประเทศทุกจังหวัด
- “จากเครดิตการค้าสู่เครดิตบูโร” การค้ากับเครดิตการค้าที่สร้างสภาพคล่องให้กลุ่มหนึ่งแต่เป็นกับดักทางการเงินที่สูญเสียสภาพคล่อง ความสามารถในการแข่งขันการเติบโตของธุรกิจ ที่ต้องมีนวัตกรรมทางการเงิน Supply chain credit factoring เพื่อส่งเสริมการลดภาระของ SME เกษตรกรในการแบกรับเครดิตเกินกำลังซึ่งจะทำให้สามารถเติมอากาศให้เศรษฐกิจฐานรากไปต่อได้ ขณะที่ NCB หรือเครดิตบูโรต้องส่งเสริมการเป็นศูนย์รวมข้อมูลเครดิตทั้งประเทศด้วยข้อมูลในและนอกระบบสถาบันการเงินโดยใช้กฎหมายในการรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด อาทิ สหกรณ์ กองทุนต่างๆ เป็นต้น เพื่อให้การแก้หนี้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าชัดเจนตรงเป้าหมายและยั่งยืน
2. โครงสร้างเศรษฐกิจ หรือ แท้จริงแล้ว คือ “ฅนสร้างเศรษฐกิจ” ที่ “ผิดเพี้ยน” มีกลุ่มทุนผู้มีอิทธิพลอำนาจต่อการออกแบบและกำหนดสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องโดยจัดสรรทรัพยากรงบประมาณในการส่งเสริมสนับสนุนยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการ SME อย่างเหลื่อมล้ำ และขาดการบูรณาการเชื่อมโยงนิยาม SME เดียวกันทั้งระบบ การรวบรวมฐานข้อมูลที่ยังไม่กระจายเพื่อแบ่งปันการใช้วิเคราะห์ บริหารจัดการ ออกแบบนโยบายมาตรการโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์ให้แก่ภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม
- “เศรษฐกิจนอกระบบ” ทุนนอกระบบชาวไทยและต่างชาติ ธุรกิจนอมินีผิดกฎหมาย สวมสิทธิ์ส่งออก การพนันออนไลน์ กาค้ามนุษย์ สินค้าลักลอบหนีภาษี ที่ต้องมีระบบป้องกัน ปราบปรามและปกป้องเศรษฐกิจในระบบไทยไม่ให้ถูกทำลายจากนอกระบบ
- “โครงสร้างภาษี” กับการปฏิรูประบบภาษีให้เกิดการขยายตัวของภาษีมูลค่าเพิ่มที่สะท้อนการบริโภคในประเทศอย่างแท้จริง และช่วยขยายฐานภาษีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยกเลิก “ระบบภาษีเหมาจ่าย” ขยายเพดานภาษีนิติบุคคลเป็น 3 ล้านบาทขึ้นไปโดยผู้ประกอบการที่รายได้ต่ำกว่า 3 ล้านบาทปรับเข้าสู่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะใช้เป็น “Credit Scoring” ในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบต้นทุนต่ำและสิทธิประโยชน์ธุรกิจที่เข้าระบบอย่างมีแต่มต่อเพื่อจูงใจให้กิจการที่อยู่ทั้งในและนอกระบบเข้าสู่ฐานภาษีมูลเพิ่ม โดยไม่ต้องใช้ภาษีนิติบุคคล หรือ บุคคลธรรมดามาประเมินภาษี แต่จะต้องสร้างความตระหนักรู้ภาษีที่ถูกต้อง และรัฐอำนวยความสะดวกระบบ POS เพื่อการจัดเก็บและทำโปรแกรมบัญชีอย่างง่ายในการบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนั้นอาจจูงใจด้วยมาตรการนำเลขทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มขอธุรกิจมาออกรางวัลประจำเดือนให้กับผู้ประกอบการอีกด้วย สิ่งสำคัญ คือ ธุรกิจที่อยู่
- “ขุมทรัพย์พลังงาน” เศรษฐกิจสีเขียวกับแผนพลังงานของประเทศไทยเดินหลงป่า หรือ ข้ามทะเลไมได้กับกลุ่มทุนกึ่งผูกขาด ประชาชนอยากเห็นกระจายอำนาจพลังงานสีเขียวให้ผู้ที่พร้อมปรับเปลี่ยนและมีพลังงานสีเขียวแต้มต่อ “โซล่าร์ฟาร์มชุมชน” ให้กัเกษตรกร SME ประชาชนทั่วไป กลุ่มเปราะบางเพื่อให้มีโอกาสในการลดภาระค่าครองชีพ ลดต้นทุนประกอบการคู่ขนานกันไป ไม่ส่งผลต่อภาระทางการเงินประชาชน โดยมีระบบหลักเป็นโซล่าร์และระบบสำรองเป็นพลังงานก๊าซธรรมชาติ และมุ่งเป้าการใช้ประโยชน์จากพลังงานไฮโดรเจนที่จะเป็นพลังงานอนาคตให้ประเทศไทย เพื่อภาคอุตสาหกรรม ภาคครัวเรือน ภาคขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นต้น
3. พลเมืองยั่งยืน กับการยกระดับทักษะ สมรรถนะ ขีดความสามารถกำลังคนของปะชาชน เกษตรกร แรงงานและผู้ประกอบการที่ต้องเร่งส่งเสริมสร้างการตระหนักถึงการเรียนรู้ตลอดทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง ปรับ เปลี่ยน เชื่อมโยงระบบการศึกษาไทยกับ ทักษะความเป็นผู้ประกอบการ การบริหารจัดการทางการเงิน เทคโนโลยีดิจิทัล AI ความสร้างสรรค์และนวัตกรรม รวมทั้งทักษะการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐานของประชากรไทย คล้องโซ่ที่ล้อฉุดลากขีดความสามารถกำลังคนในประเทศให้เป็นแรงส่งผลิตภาพที่สูงในทุกระดับ “พลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยพลเมืองที่แข็งแกร่ง” พร้อมรอบรับและนำการเปลี่ยนแปลงให้กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
4. รัฐ ต้องเป็น ลัด ลีน คลีน ดิจิทัลและนวัตกรรม ยกเครื่องเรื่องกฎหมาย ระเบียบที่เป็นอุปสรรคการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยและต่างชาตื ทำให้บริการภาครัฐมีช่องทาง Single Window Services ที่สะดวกรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตอบสนองการบริการภาครัฐในแต่ละหน่วยงานแบบเบ็ดเสร็จ ลดต้นทุน ขั้นตอน ค่าใช้จ่าย ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และเชื่อมโยงมองเห็นสถานะการดำเนินการ โดยใช้ประยุกต์ใช้ Cloud Government Service รองรับการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ Blockchain ซึ่งสามารถนำข้อมูลมาประเมิน พยากรณ์ คาดการณ์ วิเคราะห์ในการออกแบบนวัตกรรมนโยบาย มาตรการ โครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรอบครอบ รัดกุมและเป็นรูปธรรม
อยากเห็นประเทศไทยเป็นแบบใด ? ต้องช่วยกันสร้าง คิด พูด ทำ จริง และเปิดพื้นที่ฟังเสียงประชาชน เกษตรกร วิสาหกิจขุมขน SME ที่ไม่ใช่กลุ่มทุนขนาดใหญ่เพียงเท่านั้น สร้าง “เศรษฐกิจสมดุล” แบบเกลียวไขว้คู่ขนานที่ร่วมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทย เปิดโอกาสพื้นที่รับฟังชุดความคิดที่มีความหลากหลายแล้ว “ให้ข้อมูลความจริงและเหตุผลที่นำไปสู่การตัดสินเพื่อคำตอบของทางออกประเทศไทย”

