พิพัฒน์ เดินหน้าเปลี่ยนรถเมล์ร้อน เป็นรถเมล์อีวี เล็งพิจารณาปรับลดค่าโดยสารรถเมล์แอร์
เมื่อวันที่ 26 กันยายน ที่อาคารสำนักงานใหญ่ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ถนนวัฒนธรรม กรุงเทพฯ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานงานวันคล้ายวันก่อตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ครบรอบ 49 ปีว่า ขสมก.มีรถเมล์ให้บริการรวม 2,883 คัน แบ่งเป็น รถปรับอากาศ 1,363 คัน และรถธรรมดา (รถร้อน) 1,520 คัน โดยรัฐบาลมีนโยบายทยอยเปลี่ยนรถร้อนทั้งหมดเป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
นายพิพัฒน์กล่าวว่า แผนดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะแรก เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 จะนำเข้ารถ EV จำนวน 500 คัน ระยะที่สองอีก 500 คันภายใน 3 เดือน และระยะที่สามอีก 520 คัน รวมทั้งหมด 1,520 คัน ภายใน 180 วัน รถร้อนอายุการใช้งานกว่า 20-30 ปีที่ก่อมลพิษจะทยอยถูกปลดระวางออกไปทั้งหมด

นายพิพัฒน์กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำและกำชับให้การดำเนินการจัดหาและการเช่ารถเมล์อีวีต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใสที่สุด สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาหรือความล้มเหลวในการจัดซื้อจัดจ้างซ้ำรอยอดีต ขณะนี้ทราบว่าการดำเนินการอยู่ในขั้นตอนของการทำประชาพิจารณ์ร่างทีโออาร์
นายพิพัฒน์กล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญที่จะต้องหารือกับหน่วยงาน ขสมก.ต่อคือเรื่องค่าโดยสาร ปัจจุบันรถร้อนเก็บตลอดสาย 8 บาท ส่วนรถแอร์อยู่ที่ 13-25 บาท หากนำรถร้อนออกทั้งหมด ประชาชนอาจกังวลว่าได้รับผลกระทบจากค่าโดยสารที่สูงขึ้น เพราะผู้โดยสารที่เคยจ่าย 8 บาท จะต้องเปลี่ยนไปใช้บริการรถแอร์ที่มีราคา 13-25 บาท ดังนั้น เบื้องต้นรัฐบาลจะแผนทำการศึกษาแนวทางและพิจารณามาตรการชดเชยส่วนต่างเพื่อให้ผู้โดยสารกลุ่มที่เคยใช้รถเมล์ร้อนยังสามารถใช้บริการรถแอร์ EV ได้ในราคา 8 บาทเท่าเดิม

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ส่วนรถปรับอากาศ 1,363 คันที่ให้บริการอยู่ จะมีการพิจารณาปรับลดค่าโดยสารลงจากราคาปัจจุบัน คาดว่ามาตรการลดค่าใช้จ่ายนี้จะเห็นเป็นรูปธรรมและสามารถประกาศให้ประชาชนใช้ได้จริงภายในปี 2568 นี้ โดยนโยบายการลดค่าโดยสารจะครอบคลุมถึงรถร่วมบริการเอกชนด้วย ยืนยันว่าทุกอย่างต้องเดินหน้าเพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการที่ดีขึ้นในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งรายละเอียดแพคเกจการลดค่าโดยสารทั้งหมดจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

