ประเทศไทย รวมถึงอีกหลายประเทศในโลก ต้องพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการสร้างรายได้ดังกล่าว เดิมอาจเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ในภาคธุรกิจต่างๆ แต่ในปัจจุบัน นับตั้งแต่ช่วงหลังเกิดวิกฤตโควิด-19 เครื่องมือหลักที่ใช้ดึงดูดรายได้จากต่างชาติเข้าไปหมุนเวียนเศรษฐกิจภายใน กลายเป็นการท่องเที่ยว และประเทศที่ใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือก็เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในผู้ท้าชิงสุดแข็งแกร่งที่ก้าวขึ้นมาบนเวทีการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว คือ ประเทศตุรกี หรือประเทศทูร์เคีย หรือชื่ออย่างเป็นทางการ “สาธารณรัฐตุรกี” หรือ “สาธารณรัฐทูร์เคีย” โดยตุรกีเป็นประเทศที่มีเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างเทรซกับอานาโตเลีย และยังแยกทวีปยุโรปกับทวีปเอเชีย ที่ตั้งของตุรกีตั้งอยู่ ณ ทางแพร่งของยุโรปและเอเชีย ทำให้ตุรกีมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างยิ่ง ถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ทำให้ตุรกีมีประชากรกว่า 85 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวตุรกี และชาวเคิร์ด ถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนมากที่สุด เสน่ห์ที่ล้นหลามคือ แม้ประชากรส่วนมากเป็นชาวมุสลิม แต่ไม่ได้เป็นประเทศที่เคร่งครัดกับจารีตประเพณี หรือขนบธรรมเนียมในการปฏิบัติจนตึงเครียดกับการใช้ชีวิตประจำ
เมื่อผสมผสานกับการเป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวสวยๆ อยู่อย่างมากมาย ทำให้มีความน่าสนใจและดึงดูดผู้คนเข้าไปเยี่ยมเยือนได้แบบไม่ขาดสาย จากข้อมูลพบว่า ปี 2567 ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวของตุรกีเติบโตอย่างน่าทึ่ง ตอกย้ำบทบาทสำคัญในฐานะเสาหลักของเศรษฐกิจของประเทศ โดยสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ถึง 52.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นกว่า 7% ถือเป็นตัวเลขที่ใกล้จะเทียบเท่าจำนวนประชากรในประเทศแล้ว สะท้อนถึงระบบการบริหารจัดการที่ดีในภาพรวม
เพื่อสัมผัสประสบการณ์เมืองในฝัน ได้จัดเส้นทางท่องเที่ยว กรุงอิสตันบูล, เมืองอันทาเลีย “Turkish Riviera”, เมืองคัปปาโดเกีย ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจ และเมืองท่องเที่ยวหลักของตุรกี

กรุงอิสตันบูล มหานครของสองทวีปเอเชียและยุโรป เป็นเมืองที่มีความงดงามในประวัติศาสตร์ และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี 1985 อิสตันบูล เป็นเมืองที่มีความสำคัญที่สุด และเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุดเช่นกัน ด้วยอายุของเมืองที่มีความเก่าแก่มากถึง 2,600 ปี จึงเป็นเมืองเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และอิสตันบูล ยังถือเป็นเมืองเดียวของตุรกี ที่มีพื้นที่อยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปเอเชีย และทวีปยุโรป
โดยทั้ง 2 ทวีป ถูกแบ่งออกจากกันโดยช่องแคบบอสฟอรัส ทะเลมาร์มารา และช่องแคบดาร์ดาแนลส์ ส่วนในยุโรปแบ่งออกเป็นอิสตันบูลเก่าและอิสตันบูลใหม่ โดยมีโกลเดนฮอร์น (Golden Horn) เป็นทะเลชายฝั่งรูปร่างเว้าเหมือนเขาสัตว์คั่นอยู่ เมื่อเวลามีแสงส่องมาจะสะท้อนเป็นสีทองจึงเรียกว่า Golden Horn อย่างเฉิดฉาย

สถานที่ท่องเที่ยวอันโดดเด่น คือ พระราชวังโดลมาบาห์เช่ (DOLMABAHCE PALACE) พระราชวังแห่งนี้สร้างโดย สุลต่านอับดุล เมอจิท ถือเป็นพระราชวังที่สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญอย่างสูงสุดทางวัฒนธรรมและทางวัตถุของจักรวรรดิออตโตมาน (THE OTTOMAN EMPIRE) จึงได้ขยายอำนาจออกไปอย่างกว้างขวาง พระราชวังแห่งนี้ เป็นศิลปะผสมผสานกันระหว่างยุโรปและตะวันออกที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามทั้งภายในและภายนอก ประกอบด้วยโคมไฟระย้า และที่น่าตื่นตา ด้วยโคมไฟอันมหึมา มีน้ำหนักถึง 4 ตัน และนาฬิกาทุกเรือนของที่นี่จะชี้บอกเวลา 09.05 น. เป็นนิจนิรันดร์เพื่อระลึกถึงการจากไปของ คามาล อตา เติร์ก (Kamal Ataturk) ซึ่งเป็นวีรบุรุษของชาติผู้ที่บดขยี้กองทัพของอังกฤษที่กัลลิโปลี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1

จากนั้นเดินทางสำรวจ ตลาดอียิปต์ หรือ สไปซ์ มาร์เก็ต (SPICE MARKET) เป็นตลาดที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ในศตวรรษที่ 17 ซึ่งทอดยาวไปตามสุเหร่าเยนี ที่อยู่ใกล้กับสะพานกาลาตา ที่มีของขายขึ้นชื่อมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ ชา หรือกาแฟ รวมถึงผลไม้อบแห้งอันเลื่องชื่อของตุรกี อย่างแอปริคอท ถั่วพิสทาชิโอ รวมถึงนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสบรรยากาศใหม่ ไม่เหมือนใครกับการชมเมืองอิสตันบูลรูปแบบสไตล์เมืองเก่านั้นคือ ย่าน FENER & BALAT ชุมชนชาวยิวเก่าแก่กว่า 100 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตเก่าของกรุงอิสตันบูล โดยอยู่ฝั่งบริเวณเขตยุโรป ซึ่งจะได้สัมผัสความคลาสสิกของตึกเก่า ที่ปลูกสร้างตามแนวสันเขาเล่นระดับแบบมีเอกลักษณ์ และที่สำคัญยังสวยงามด้วยสีสันสดใส สะดุดตา น่ามองทำให้เกิดเป็นมุมถ่ายรูปมากมายในเขตชุมชน และน่าแปลกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากความสงบเงียบ และเป็นมิตรของผู้คน ทำให้แทบไม่เชื่อเลยว่ากำลังเดินอยู่ ณ เมืองอิสตันบูล จนชุมชนนี้ได้ถูกขนานนามจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนว่า “ซิงเกวเตเร่ แห่งตุรกี”
อีกหนึ่งสถานที่สุดเลื่องชื่อ สุเหร่าเซนต์โซเฟีย (HAGIA SOPHIA GRAND MOSQUE) หรือชื่อในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ฮาเยียโซเฟีย (Ayasofya Museum) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ถือเป็นโบสถ์คาทอลิกที่สร้างในสมัยพระเจ้าจัสติเนียน มีหลังคาเป็นยอดกลมแบบโม เสาในโบสถ์เป็นหินอ่อน ภายในติดกระจกสี เมื่อเติร์กเข้าครองเมือง ได้เปลี่ยนโบสถ์แห่งนี้ให้เป็นสุเหร่าในปี 1453 ฉาบปูนทับกำแพงที่ปูด้วยโมเสกเป็นรูปพระเยซูคริสต์และสาวก ภายหลังทางการได้ตกลงให้สุเหร่าเซนต์โซเฟียเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่วันนี้คงบรรยากาศของความเก่าขลังอยู่อย่างเต็มเปี่ยม โดยเฉพาะโดมขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งมีพื้นที่โล่งภายในใหญ่ที่สุดในโลก ก่อสร้างด้วยการใช้หนังเป็นตัวรับน้ำหนักของอาคารลงสู่พื้นแทน การใช้เสาค้ำยันทั่วไป นับเป็นเทคนิคการก่อสร้างที่ถือว่าล้ำหน้าสุดในยุคนั้น

อ่างเก็บน้ำใต้ดินเยเรบาตัน (YEREBATAN SARAYD) จากโบราณพระราชวังใต้ดินอันน่าทึ่งของกรุงคอนสแตนติโนเปิล สมัยไบแซนไทน์ สิ่งก่อสร้างที่เป็นของชาวโรมันในอดีต ซึ่งเป็นอุโมงค์เก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดานับร้อยๆ แห่งในอิสตันบูล สามารถเก็บน้ำได้มากถึง 88,000 ลูกบาศก์เมตร สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 สำหรับใช้เป็นที่กักเก็บน้ำในพระราชวังใหญ่ หลังจากนั้นที่แห่งนี้ก็ถูกชาวบ้านเมืองหลงลืมไปนาน กระทั่งศตวรรษที่ 16 ที่มีการค้นพบความยิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังจากที่คนท้องถิ่นใช้เป็นที่ทิ้งขยะ และแม้แต่ศพมานาน โดยภายในอุโมงค์ มีเสากรีกต้นสูงใหญ่ค้ำเรียงรายเป็นแถวถึง 336 ต้น และมีเสาต้นที่เด่นมากคือ เสาเมดูซ่า มีความขลัง และดึงดูดผู้คนให้เข้าไปเห็นกับตาเนื้อสักครั้ง
พระราชวังทอปกาปึ (TOPKAPI PALACE) รู้จักกันในชื่อวังสุลต่าน ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของสุลต่านแห่งราชวงศ์ออตโตมันหลายพระองค์ โดยมี 3 ส่วน ประกอบด้วย พระราชวังชั้นนอก พระราชวังชั้นใน และฮาเร็ม ปัจจุบันพระราชวังทอปกาปึ กลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ใช้เก็บมหาสมบัติอันล้ำค่า อาทิ เพชร 96 กะรัต กริชทองประดับมรกต เครื่องลายครามจากจีน หยก มรกต ทับทิม และเครื่องทรงของสุลต่านที่ได้ปกครองในอาณาจักรแห่งนี้ โดยพระราชวังแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุด นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ชมวิวชั้นเยี่ยม ที่เห็นวิวของเมืองอิสตันบูลได้ชัดในหลายจุดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ อ่าว Golden Horn, ทะเลมาร์มารา (Marmara Sea), และช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus Strait)

ย่านทักซิม สแควร์ (TAKSIM SQUARE) เป็นย่านคึกคักที่สุดในมหานครอิสตันบูล และเป็นจุดศูนย์รวมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ตั้งอยู่ในเขตยุโรปของนครอิสตันบูล คำว่า TAKSIM หมายถึงการแบ่งแยก หรือการกระจาย ซึ่งมีที่มาจากในรัชสมัยของ Sultan Mahnud I สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของอ่างเก็บน้ำในยุคของออตโตมัน และเป็นจุดที่สายน้ำจากทางตอนเหนือถูกรวบรวม ก่อนกระจายออกไปยังส่วนอื่นๆ ของเมือง และคำว่า TAKSIM ยังหมายถึงรูปแบบดนตรีพิเศษในเพลงคลาสสิกของตุรกีอีกด้วย โดยทักซิม สแควร์ รายล้อมไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า ผับ คาเฟ่ และร้านอาหารจานด่วนนานาชาติ ไฮไลต์สำคัญอีกอย่างคือ รถรางสีแดงแสดที่วิ่งจากจัตุรัสทักซิมไปตามถนนใกล้กับสถานีทูเนล ซึ่งเป็นสถานีรถไฟใต้ดินที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในกรุงอิสตันบูล
จากนั้นเดินทางเชื่อมไปยังเมืองท่องเที่ยวสำคัญอีกเมือง ได้แก่ เมืองอันทาเลีย (ANTALYA) เป็นเมืองท่องเที่ยวทางชายทะเลตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกี ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นอีกเมืองในประวัติศาสตร์ที่สามารถย้อนไปได้ถึง 150 ปีก่อนคริสตกาล นอกจากเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแล้ว ยังมีชายฝั่งทอดตัวยาวล้อมรอบด้วยภูเขา มีทัศนียภาพที่สวยงาม จนนักท่องเที่ยวได้ยกย่องว่าเป็น “ริเวียร่าแห่งตุรกี” และติด 1 ใน 5 เมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศตุรกีด้วย ซึ่งความงดงามของเมืองอันทาเลีย มีทั้งธรรมชาติอันงดงาม สถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ และมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย จากการเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ผ่านการปกครองของหลายอารยธรรมเก่าแก่

ต่อด้วยเมืองต้องห้ามพลาดอย่าง เมืองคัปปาโดเกีย เป็นบริเวณที่อยู่ระหว่างทะเลดำกับภูเขาเทารุส มีความสำคัญมาแต่โบราณกาล เพราะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม เส้นทางการค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ที่ทอดยาวจากประเทศตุรกีไปจนถึงประเทศจีน เป็นพื้นที่พิเศษที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 3 ล้านปีมาแล้ว เกิดจากลาวาที่พ่นออกมา และเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลกระจายไปทั่วบริเวณทับถมเป็นแผ่นดินชั้นใหม่ขึ้นมา จากนั้นกระแสน้ำ ลม ฝน แดด และหิมะ ได้กัดเซาะกร่อนกินแผ่นดินภูเขาไฟไปเรื่อยๆ นับล้านปี จนเกิดเป็นภูมิประเทศประหลาดแปลกตาน่าพิศวง ที่เต็มไปด้วยหินรูปแท่งกรวยคว่ำ ปล่อง กระโจม โคม และอีกสารพัดรูปทรง ดูประหนึ่งดินแดนในเทพนิยาย จนชนพื้นเมืองเรียกขานกันว่าดินแดนแห่งปล่องไฟนางฟ้า (Fairy Chimney)

มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง นครใต้ดินไคมัคลี เป็นเมืองใต้ดินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ สร้างมากว่า 5,000 ปี ก่อนคริสตกาลในยุคฮิตไทต์ เกิดจากการขุดเจาะพื้นดินลึกลงไป 10 กว่าชั้น เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยจากข้าศึกศัตรู ในช่วงสงคราม ซึ่งเมืองใต้ดินแห่งนี้ มีครบเครื่องทุกอย่างทั้งห้องโถง ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องถนอมอาหาร ห้องครัว ห้องอาหาร โบสถ์ ทางหนีฉุกเฉิน สามารถจุคนได้มากกว่า 30,000 คน และมีก้อนหินรูปกลมแบนหนักถึง 300 กิโลกรัม ไว้สำหรับปิดอุโมงค์ทางเดินเพื่อป้องกันข้าศึก ก่อนถึงไฮไลต์สำคัญของเมืองคัปปาโดเกีย คือ การขึ้นบอลลูนชมความงามของเมือง ซึ่งถือเป็นดินแดนที่มีภูมิประเทศอันน่าอัศจรรย์ จนได้รับการแต่งตั้งจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นเมืองมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งแรกของตุรกี
ด้วยความงดงามของภูมิประเทศ วัฒนธรรม สิ่งก่อสร้าง และผู้คน จึงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมได้อย่างมากมาย ถือเป็นคู่แข่งที่สำคัญในสังเวียนการท่องเที่ยวในโซนยุโรป นับเป็นฐานลูกค้าหลักของไทยด้วย โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดเอเชียของไทยชะลอตัว ย้ายปลายทางไปเที่ยวที่ประเทศอื่น ไทยมีนักท่องเที่ยวจากยุโรป ตะวันออกกลางเข้ามาเที่ยวเพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อประเทศในแถบนั้นสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศแถบเดียวกัน ทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยต้องคิดหนักเช่นกัน
ซึ่งการเลาะชม “ตุรกี” อารยธรรมดินแดนสองทวีป ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมสำรวจตลาดต่างประเทศของธนาคารออมสิน ระหว่างวันที่ 6-14 กันยายน 2568 นำชมโดย วีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เล่าว่า จุดประสงค์ทริปนี้ เพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์โครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของธนาคารออมสิน ทั้งบัตรเครดิต และบัตรเดบิต ที่สามารถใช้จ่ายได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะอยู่ประเทศใดในโลก

