หน้าแรก เศรษฐกิจ บิ๊กธุรกิจผวา...

บิ๊กธุรกิจผวาพิษ ‘บาทแข็ง’ ลุกลาม ป่วนการค้า-ฉุดมู้ดไฮซีซั่นรับปีมะเมีย

29.09.25 | 12:17 น.
บิ๊กธุรกิจผวาพิษ‘บาทแข็ง’ลุกลาม ป่วนการค้า-ฉุดมู้ดไฮซีซั่น

บาทแข็ง – ก้าวเข้าโค้งสุดท้ายของปี 2568 ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม โดยปกติทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ถือเป็นเทศกาลใช้เงินจากท่องเที่ยว ดื่ม/กิน และรับเงินจากค้าขายคึกคัก อีกทั้งเป็นช่วงเวลาที่มีเทศกาลต่อเนื่อง อย่างงานบุญทอดกฐินหลังออกพรรษา ยาวถึงเทศกาลคริสต์มาสและฉลองข้ามปีใหม่ 2569 ที่ตรงกับปีนักษัตร “มะเมีย” (ม้า) จะเป็นม้าคะนอง หรือม้าขากะเผลก ต้องลุ้นผลงานรัฐบาล “อนุทิน 1”

ขณะเดียวกันก็เป็นไฮซีซั่นของภาคการส่งออกด้วย เพื่อขนส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อไปขายในช่วงเทศกาล เรียกได้ว่าธุรกิจส่วนใหญ่มีความหวังว่าความบอบช้ำที่ถูกกระทบจากสารพัดปัจจัยลบต่างๆ จะถูกเยียวยาได้ในช่วงเวลาพิเศษนี้

จากการประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ยิ่งใกล้สิ้นปี ความหวังก็ยิ่งริบหรี่มากกว่าเดิม เพราะปัจจัยลบที่มีอยู่เดิม ผลกระทบยังไม่หายไป ล่าสุดเกิดปัจจัยลบใหม่ขึ้นอีก อาทิ การยุบตัวของถนนเส้นสำคัญในย่านเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก และภาพเหตุการณ์ที่แพร่สะพัดไปในโลกออนไลน์ ก็ส่งผลกระทบซ้ำเติมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจัยเชิงมหภาคที่แก้ไขได้ยาก ขณะเดียวกันกลับหว่านผลกระทบไปได้อย่างทั่วถึงเกือบทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม

อีกเรื่องฮือฮาและทุกฝ่ายเร่งให้รัฐแก้ไข คือค่าเงินบาทไทยแข็งค่ามากสุด

⦁บาทแข็งจัดกดดันทุกเซ็กเตอร์

Advertisement

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่าผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น จะกดดันทั้งภาคส่งออกไทย และการท่องเที่ยว ซึ่งมีอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในห่วงโซ่จำนวนมาก ถือเป็นผลกระทบที่เพิ่มเติมเข้ามาอีกจากภาษีทรัมป์ หรือการขึ้นภาษีสินค้าที่ส่งไปสหรัฐ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากสวนทางปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำ กดดันเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะในภาคส่งออกไทย ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากภาษี Reciprocal tariff ของสหรัฐอยู่แล้ว แม้ไทยสามารถเจรจาอัตราภาษีสหรัฐได้ที่ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งในภูมิภาค แต่เงินบาทที่แข็งค่านำภูมิภาคกลับทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน หากเปรียบเทียบกับเวียดนามและมาเลเซียที่ถูกสหรัฐเก็บภาษีในอัตราใกล้กัน แต่ค่าเงินไม่ได้แข็งค่ามาก กลายเป็นแรงกดดันต่อภาคส่งออกและเศรษฐกิจไทยโดยรวม ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำและมีความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันการค้า ยิ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศบั่นทอนลง

ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากบาทแข็ง เป็นธุรกิจที่เน้นผลิตเพื่อส่งออกและใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศสูง รวมถึงธุรกิจบริการที่พึ่งพารายได้ต่างชาติมาก เพราะการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทยแตกต่างกันไปตามโครงสร้างการพึ่งพารายได้จากต่างประเทศ โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเชิงลบสูง-ปานกลาง ได้แก่ ธุรกิจส่งออกที่ใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศสูง อาทิ เกษตรและอาหารทะเล (ยางพารา, มันสำปะหลัง และกุ้ง) สูญเสียความสามารถแข่งขันเทียบกับคู่แข่งที่ค่าเงินอ่อน และรายได้ส่งออกที่แลกกลับมาเป็นเงินบาทลดลง รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยว (โรงแรม และบริษัทนำเที่ยว) เสี่ยงเสียเปรียบจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมองค่าใช้จ่ายเที่ยวไทยสูงขึ้น โดยเฉพาะหากเทียบกับประเทศค่าเงินอ่อน เช่น ญี่ปุ่น

ส่วนกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบต่ำ เป็นกลุ่มที่พึ่งพารายได้และต้นทุนจากต่างประเทศใกล้เคียงกัน เช่น อาหารแปรรูป (ทูน่ากระป๋องและอาหารสำเร็จรูป) ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, ปิโตรเคมี และบริการอย่างสายการบิน-โรงพยาบาลเอกชน แม้รายได้ส่งออกหรือรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลง แต่ธุรกิจยังมีส่วนชดเชยจากต้นทุนนำเข้าที่ถูกลง และบางอุตสาหกรรมยังได้ประโยชน์จากหนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐที่ชำระเป็นเงินบาทถูกลง ธุรกิจกลุ่มนี้สามารถใช้ Natural hedging หรือการปรับโครงสร้างการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาวได้

⦁ส.อ.ท.กางหลายปัญหา

เสียงสะท้อนของผู้ประกอบการที่อยู่ในวงการส่งออกมาอย่างยาวนาน เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ความกังวลตอนนี้เป็นเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น ซึ่งการหารายได้ของไทย 70% เป็นส่งออกและท่องเที่ยว ค่าเงินบาทจึงเป็นต้นทุนหลักที่สำคัญ โดยหากเทียบต้นปี 2568 ถึงปัจจุบันแข็งค่าขึ้น 7% แต่หากช่วง 17 เดือนที่ผ่านมา พบว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 17% แล้ว ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนของทั้งการท่องเที่ยวและการส่งออกไทย และช่วงฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 นี้ มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่จะมีต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยมากสุด และมีคำสั่งซื้อรอส่งออกมากกว่าช่วงอื่นในระหว่างปีด้วย ทำให้ตอนนี้ประเทศไทยค่อนข้างเสียเปรียบกับคู่แข่ง

เทียบกับด้านการท่องเที่ยว ประเทศคู่แข่งหลักอย่างญี่ปุ่น ได้เปรียบไทยมาก เพราะค่าเงินเยนอ่อน แต่เงินบาทแข็ง รวมถึงญี่ปุ่นมีภาพลักษณ์ที่มีความสะอาดและปลอดภัย รัฐบาลญี่ปุ่นจัดกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปมากขึ้น ทำให้เห็นนักท่องเที่ยวจีนไปญี่ปุ่นสูงมากขึ้น เพราะพอเงินเยนอ่อน ก็มีการคำนวณค่าใช้จ่ายว่ามีความคุ้มค่า ซึ่งนักท่องเที่ยวก็ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและต้นทุนในการจ่ายเหมือนกัน ขณะที่เวียดนามก็มีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไปเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สวนทางกับไทยที่มีผลกระทบจากเรื่องความเชื่อมั่นความปลอดภัย และภาพข่าวเชิงลบต่างๆ ทำให้นักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวลง

“เมื่อปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยจำนวน 39.9 ล้านล้านคน สร้างเม็ดเงิน 2 ล้านล้านบาทรวมตลาดไทยเที่ยวไทยด้วยอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 18% ของจีดีพีทำให้คาดหวังว่า หากระยะถัดไปสามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้นที่ 70 ล้านคน เหมือนในหลายประเทศที่ทำได้ อาทิ ฝรั่งเศส สหรัฐ อิตาลี เพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อจีดีพี เป็น 20-25% จะช่วยให้เกิดเงินสะพัด การจ้างงาน หมุนเวียนเม็ดเงินในประเทศได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งปัจจัยต่างๆ ต้องเอื้อประโยชน์ให้เกิดภาพแบบนั้นได้ด้วย” เกรียงไกรกล่าว

⦁ท่องเที่ยวถูกกระทบหนัก

ไม่แตกต่างจากภาคการท่องเที่ยว ที่ ชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ยอมรับว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2568 ถึงปัจจุบัน แม้ยังไม่ได้หลุดลงไปแตะระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐเหมือนช่วงเดือนมกราคมและเมษายนที่ผ่านมา แต่ก็เคลื่อนไหวระดับ 30-31 บาทต่อเหรียญสหรัฐมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ดีมากนัก ทำให้การแข็งค่าของเงินบาทไม่ได้สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานและภาวะเศรษฐกิจรวม โดยเฉพาะขณะนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) 3 เดือนสุดท้ายของปี (ตุลาคม-ธันวาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวจำนวนมาก ทำให้เมื่อค่าเงินบาทแข็งจัดก็กระทบทำให้ความน่าสนใจของการมาเที่ยวไทยลดลง

ชัยระบุอีกว่า ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้ประเทศไทยมีคู่แข่งด้านการท่องเที่ยวเติบโตขึ้นสูงมาก ซึ่งในประเทศเหล่านั้น ค่าเงินถือว่าอยู่ในระดับที่อ่อนค่า และเป็นแรงจูงใจหลักที่ผนวกเข้ากับความสะดวกในการเดินทาง ความสดใหม่ของจุดหมายปลายทาง ซึ่งไทยมีความเสียเปรียบในด้านเหล่านี้อย่างชัดเจน อาทิ ญี่ปุ่น เวียดนาม จีน ที่นอกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเปลี่ยนปลายทางไปเที่ยวในประเทศเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นแล้ว นักท่องเที่ยวคนไทยเองก็เดินทางไปเที่ยวในประเทศเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน เท่ากับว่าการท่องเที่ยวไทยในตอนนี้กำลังต่อสู้ทั้งตลาดต่างชาติเที่ยวไทย และตลาดไทยเที่ยวไทยที่ออกไปเที่ยวนอกมากขึ้น

“ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังไม่ดีทั้งในไทยและต่างประเทศ ทำให้แม้คนยังออกเดินทางท่องเที่ยวอยู่ แต่ก็พยายามใช้จ่ายอย่างคุ้มค่ามากที่สุด จุดหมายปลายทางที่มีความคุ้มค่าเงินในการจ่ายจึงเป็นประเทศแรกๆ ที่ถูกนึกถึง เพราะค่าใช้จ่ายที่ไม่เท่ากันในการท่องเที่ยว ค่าเดินทางสูงขึ้น มาเจอค่าสินค้าและบริการที่สูงขึ้นตามเงินเฟ้อ และค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นอีก การท่องเที่ยวไทยจึงถูกกระทบจากประเด็นเหล่านี้การถูกมองว่าความคุ้มค่าในการจ่ายเพื่อท่องเที่ยวลดลง อาจส่งผลให้ช่วงไฮซีซั่นนี้ไม่สดใสเท่าที่คาดไว้ได้” ชัยกล่าว

⦁แอตต้าห่วงบรรยากาศกิน-เที่ยว

ประสานเป็นเสียงเดียวกับ อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวลง โดยเฉพาะปัญหาข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาที่ระอุขึ้นต่อเนื่อง กระทบต่อบรรยากาศและการตัดสินใจท่องเที่ยว ซึ่งการแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เพราะการจะดึงความเชื่อใจกลับคืนมาไม่ใช่เรื่องง่าย และก่อนหน้านี้ประเด็นเรื่องความปลอดภัยในการเที่ยวไทยก็ถือเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทำให้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขแบบทันที ถือเป็นสิ่งแรกที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา

ปัจจัยที่ต้องเร่งแก้ไขเป็นปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ที่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการยกระดับความเชื่อมั่นบนเวทีนานาชาติ โดยการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความมั่นใจในระดับผู้บริหารประเทศ เพราะการแข็งค่าของค่าเงินบาทไม่ได้เป็นผลกระทบเล็กน้อยอีกต่อไปแล้ว ในช่วงที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวสูงขึ้น การเที่ยวประเทศอื่นมีราคาที่ไม่สูงเทียบเท่า และถูกมองว่ามีความคุ้มค่ามากกว่าการมาเที่ยวไทย โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวฐานะระดับปานกลาง ที่สามารถไปเที่ยวต่างประเทศได้ แต่ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม คุ้มค่า ซึ่งเป็นกลุ่มหลักๆ ในการออกเดินทางท่องเที่ยวด้วย

ขณะนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี วิ่งในโซน 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งที่ความจริงจะอ่อนค่าไปแตะระดับ 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐก็ยังได้ ตามภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเติบโตดีเท่าเดิม แต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าไม่หยุด อาทิ หากเทียบกับค่าเงินบาทกับค่าเงินหยวน ตอนนี้เงินบาทแพงขึ้นมากว่า 20% แล้ว ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหันไปเที่ยวประเทศอื่นที่ราคาดีกว่า และมีความสดใหม่มากกว่าอย่างเวียดนาม ซึ่งกำลังเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมทุกด้าน แต่ประเทศไทยในตอนนี้มีเพียงกรุงเทพฯ ที่เดินทางจากสนามบินได้อย่างสะดวก แต่ในเวียดนามพบว่า 5 เมืองหลัก ได้แก่ ฮานอย โฮจิมินห์ซิตี ดานัง ญาจาง และฟู้โกว๊ก สามารถเดินทางจากสนามบินได้สะดวก ใช้เวลาเดินทางเข้าตัวเมืองไม่เกิน 30 นาทีเท่านั้น และประเทศไทยก็มีปัญหาด้านความปลอดภัยในสายตาต่างชาติอีก

⦁ความพยายามของผู้กำกับดูแล

ขณะที่การดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน อยู่ภายใต้หน้าที่หลักของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่มาตลอด ว่ามีแนวทางในการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท (FX intervention) ธปท.จะเข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชะลอความผันผวนด้านการแข็งค่าของเงินบาท หรือขายเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อชะลอความผันผวนในด้านการอ่อนค่าของเงินบาท อย่างไรก็ดี FX intervention เป็นเครื่องมือที่ช่วยชะลอการเคลื่อนไหวของเงินบาทเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยค่าเงินบาทยังมีความเสี่ยงที่จะผันผวนตามปัจจัยตลาดการเงินโลกอยู่มาก เช่น ความไม่แน่นอนในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศต่างๆ หรือการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเงินของประเทศหลัก

ธปท.จึงให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืนในระยะยาว ผ่านการผลักดันให้เกิดระบบนิเวศตลาดอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ (FX ecosystem) เพื่อให้เศรษฐกิจไทยรองรับความผันผวนจากภาวะตลาดการเงินโลกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการบริหารความเสี่ยงค่าเงินและการปรับหลักเกณฑ์เพื่อทำให้ผู้ประกอบการไทยบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้คล่องตัวมากขึ้น

ที่ผ่านมา มีการพิจารณาว่า ต้นเหตุของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นแบบพรวดพราดเป็นเพราะการซื้อขายทองคำปริมาณมากกว่าปกติ รวมถึงเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาแบบไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ โดย ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและร้านทองอย่างเข้มข้น เพื่อลดความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำกับค่าเงินบาท ไม่ให้ซ้ำเติมค่าเงินบาทได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาหลายมาตรการ ทั้งการสนับสนุนการซื้อขายทองคำด้วยดอลลาร์สหรัฐ ที่ปัจจุบันมีต้นทุน ซึ่งอาจต้องดูแลให้ต้นทุนต่ำลง เพื่อให้คนย้ายไปซื้อขายเป็นดอลลาร์ด้วยต้นทุนที่ไม่สูงมากนัก

แต่ปัจจัยที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เป็นเพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2568 ถึงปัจจุบัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงกว่า 10% ทำให้สกุลเงินภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับแข็งค่าขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าระยะหลังค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่าสกุลเงินอื่นจริง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าก็อาจมาจากปัจจัยเฉพาะตัวของประเทศไทยเองด้วย โดยขณะนี้มีการหารือร่วมกันหลายประเด็น เพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงินไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของประเทศไทย

คงต้องจับตาดูกันว่า ไฮซีซั่นปีนี้ พลุแห่งความหวัง จะเกิดขึ้นได้อีกครั้งหรือไม่