หน้าแรก เศรษฐกิจ สิ้น พารณ อิศ...

สิ้น พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตกรรมการ ผจก.ใหญ่ปูนซิเมนต์ไทย

29.09.25 | 17:35 น.
ภาพโดย DSIL ดรุณสิกขาลัย โรงเรียนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ มจธ.

สิ้น พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตกรรมการ ผจก.ใหญ่ปูนซิเมนต์ไทย

เมื่อวันที่ 29 กันยายน มีรายงานว่า นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้อำนวยการใหญ่ ดรุณสิกขาลัย โรงเรียนดรุณสิกขาลัย ในกำกับของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) อดีตผู้บริหารระดับสูงแห่งปูนซิเมนต์ไทย อดีตกรรมการในคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ อดีตวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อดีตประธานกรรมการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อดีตรองประธานคณะกรรมการมูลนิธิไทยคม และยังเป็นผู้สูงอายุแห่งชาติ พ.ศ.2557 ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ เมื่อเวลา 02.09 น. วันที่ 29 กันยายน สิริอายุ 98 ปี

สำหรับ นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรมกิจการผู้สูงอายุเคยรวบรวมประวัติไว้โดยย่อ ดังนี้

นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันที่ 10 พ.ย.2470 เป็นบุตรของพระยาอิศรพงศ์พิพัฒน์ และหม่อมหลวงสำลี อิศรเสนา (สกุลเดิม กุญชร) สมรสกับนางบุนนาค อิศรเสนา ณ อยุธยา (ถึงแก่อนิจกรรม) มีบุตร 1 คน คือ นายพิพัฒน์พงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา

สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย จบวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (ไฟฟ้า) เกียรตินิยมและวิศวะเครื่องกล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำเร็จการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ MIT ประเทศสหรัฐอเมริกา ปริญญา Master of Science Mechanical Engineering ผลงานจากสหวิชาการ ในสายงานวิชาชีพและการพัฒนาสังคมทำให้ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาต่างๆ จากสถาบันการศึกษา 9 มหาวิทยาลัย

Advertisement

เป็นวิศวกร บ.เยนเนอรัลอิเลคทริค จก. สหรัฐอเมริกา บ.กมลสุโกศล จก. บ.เชลล์แห่งประเทศไทย กลุ่มปูนซิเมนต์ไทย และสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ บ.ปูนซิเมนต์ไทย มหาชน

งานที่ได้รับการยอมรับระดับประเทศคือการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาบุคลากรไว้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ธุรกิจเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลก องค์กรจึงก้าวย่างอย่างมั่นคง ทำให้ SCG. เป็น Benchmark ให้ทุกภาคส่วนขอเข้าศึกษาดูงาน ให้ความร่วมมือเป็นคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นที่ปรึกษามหาวิทยาลัย ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรม และชุดต่างๆ 151 แห่ง ปัจจุบันเกษียณแล้วยังคงปฏิบัติหน้าที่ในสถาบัน สมาคม มูลนิธิอีก 41 แห่ง