หน้าแรก เศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเปล...

ขับเคลื่อนเปลี่ยนผ่าน พลังงานสะอาด เริ่มจากนวัตกรรมสู่การบูรณาการ

1.10.25 | 09:47 น.
ขับเคลื่อนเปลี่ยนผ่าน พลังงานสะอาด

จากที่ประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP29) ปลายปี 2567 เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและพลังงานแสงอาทิตย์ ในบริบทของความพยายามจะรับมือกับวิกฤตเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ การลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลและการส่งเสริมพลังงานสะอาดกลายเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่จะควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่เพียงแต่เป็นแนวทางเชิงนโยบายของระดับโลก แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากการประชุมครั้งนั้น ทำให้ขณะนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์พลังงานสะอาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากก่อนหน้านั้นที่เน้นพัฒนาโซลูชั่นเทคโนโลยีเฉพาะด้าน แต่ปัจจุบันกำลังก้าวสู่การวางแผนพัฒนาพลังงานในแบบองค์รวม วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีนี้ก่อให้เกิดโอกาสใหม่ๆ อีกมาก โดยเฉพาะด้าน การบูรณาการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar PV+ BESS) ช่วยให้ระบบพลังงานมีเสถียรภาพและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ปัจจุบัน ความต้องการไฟฟ้าในภูมิภาคนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากรายงานแนวโน้มพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2567 ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) พบว่า ตั้งแต่ปี 2553 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครองสัดส่วนการใช้พลังงานถึง 11% ของความต้องการพลังงานทั่วโลก คาดว่าความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 25% ภายในปี 2578 ความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นผลมาจากปัจจัยหลายด้าน เช่น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของประชากร และบทบาทของภูมิภาคในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและอุตสาหกรรมระดับโลก

สำหรับประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 261,100 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) มีอัตราการเติบโต 3.4% ต่อปี คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มเป็น 303,138 กิกะวัตต์ชั่วโมง ปี 2573 และ 348,302 กิกะวัตต์ชั่วโมง ในปี 2578

Advertisement

ขณะเดียวกันประเทศไทย กำลังแก้ไขกรอบการกำกับดูแลเกี่ยวกับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่พักอาศัย โดยคณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงกระบวนการขออนุญาตและอำนวยความสะดวกในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่พักอาศัยให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการรวมขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งทั้งหมดไว้ที่กระทรวงพลังงาน ช่วยลดคอขวดและความซับซ้อนในการพิจารณา ส่งผลให้การติดตั้งสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้นส่งผลให้ตลาดมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กลยุทธ์สำคัญในการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเพิ่มขึ้นของความต้องการไฟฟ้า คือ การบูรณาการระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเข้ากับยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากการที่ต้นทุนเฉลี่ยในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย ลดลงอย่างมาก

เมื่อมีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สูงขึ้น ก็เกิดความท้าทายใหม่ๆ ควบคู่กัน เช่น ความไม่เสถียรของโครงข่ายไฟฟ้า การจำกัดการผลิตไฟฟ้าปัญหากริดเต็ม และการสูญเสียความสมดุลในการผลิตไฟฟ้า ปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อความเร็วและเสถียรภาพของระบบ และยังตอกย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการพลังงานแบบบูรณาการ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการโครงข่ายไฟฟ้า และสร้างความมั่นใจในความเสถียรของระบบจ่ายไฟฟ้า

วันนี้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ในทุกด้าน ทำให้การจัดการโซลูชั่นพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานมีความยืดหยุ่น มีความเสถียร และมีประสิทธิภาพ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ระบบควบคุม และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ เป็นโซลูชั่นที่สามารถจัดการกับระบบที่มีความซับซ้อนได้เป็นอย่างดี ประเทศชั้นนำอย่างอินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ได้ริเริ่มโครงการติดตั้งระบบผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่แล้ว ด้วยการบูรณาการโซลูชั่นเหล่านี้เข้ากับนโยบายภาครัฐ และการประมูลโครงการ ขณะที่อีกหลายประเทศกำลังมองหาโซลูชั่นการประยุกต์ใช้พลังงานแบบกระจายศูนย์ (DERs) และผลักดันให้เกิดการซื้อขายพลังงานข้ามพรมแดน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งพลังงานจากแหล่งพลังงานสะอาดไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ

ซึ่ง ทรินาโซลาร์ พร้อมตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนไปของตลาด ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรม ได้พัฒนาเซลล์เพอรอฟสไกต์แทนเดม ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานสูงกว่าเซลล์ในปัจจุบัน ขณะที่การบูรณาการเทคโนโลยี i-TOPCon เข้ากับโมดูลพลังงานแสงอาทิตย์รุ่นล่าสุด ช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโมดูลให้คุ้มค่ามากขึ้น อีกทั้งได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เช่น NTU และ A STAR ในสิงคโปร์ พัฒนาและทดสอบวัสดุขั้นสูง แบบจำลองที่มีการวิเคราะห์ด้วย AI และระบบบริหารการจัดการพลังงานแบบบูรณาการ (EMS) ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้จริงในเชิงธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการผลักดันนโยบายจากทางภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ผู้ผลิต และสถาบันวิจัย ถือเป็นประเทศสำคัญในภูมิภาคนี้รวมถึงประเทศไทย ไม่อาจมองข้าม