ชงครม. ไฟเขียวคนละครึ่งพลัส 7 ต.ค.นี้ วงเงิน 4.4 หมื่นล. เปิดปชช.ลงทะเบียน 20-26 ต.ค. ส่วนร้านค้าเริ่ม 15 ต.ค. เริ่มใช้จ่าย 29 ต.ค.68
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคังคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่า ในสัปดาห์หน้า (7 ต.ค. 68) กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการคนละครึ่งพลัส กรอบวงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท และงบกลาง 1.9 หมื่นล้านบาท
โดยโครงการนี้มีเป้าหมายเข้าถึง ประชาชนประมาณ 20 ล้านคน หากเป็นประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี จะได้รับคนละ 2,400 บาท ขณะที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับคนละ 2,000 บาท และจะ เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 20–26 ตุลาคมนี้
สำหรับผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งในรอบก่อนหน้า ระบบจะตอบรับการลงทะเบียนได้รวดเร็ว ขณะที่ผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมจะต้องใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลบ้างเล็กน้อย โดยระบบจะกลั่นกรองสถานะของประชาชนว่าเป็นผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือเป็นประชาชนทั่วไป และจะเริ่มใช้จ่ายครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.- 31 ธ.ค.68 ขยายวงเงินรัฐช่วยจ่ายสูงสุดไม่เกิน 200 บาท/วัน จากเดิมวันละ 150 บาท/วัน
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 68 เป็นต้นไป และสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างต่อเนื่องจนสิ้นสุดโครงการ โดยคาดว่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมมากกว่า 1 ล้านแห่ง ซึ่งจะขยายขอบเขตร้านค้า ไปถึงนิติบุคคลขนาดเล็ก แบ่งเป็น กลุ่มนิติบุคคลจดทะเบียน 1.8 ล้านบาท และ นิติบุคคลขนาด 30 ล้านบาท ที่อยู่ในระบบภาษี รวม 5,500 ราย ครอบคลุมร้านบริการ อาหาร เครื่องดื่ม และบริการทั่วไป
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่าโครงการคนละครึ่งพลัสและการกระตุ้นใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ครม.อนุมัติเพิ่มเงินให้ 2 เดือน รวมเป็น 1,700 บาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 ประมาณ 0.2–0.4% ของ GDP เนื่องจากเงินที่ประชาชนใช้จ่ายจะหมุนเวียนเข้าสู่เศรษฐกิจฐานรากโดยตรง นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจในกำลังซื้อและเพิ่มศักยภาพในการบริโภคของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่มักใช้จ่ายสูงกว่าผู้มีรายได้มาก
“โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล และเป็นการเสริมสร้างฐานรากเศรษฐกิจให้เข้มแข็งขึ้นควบคู่กับโครงการสวัสดิการอื่น ๆ ของรัฐ”

