เปิดวิเคราะห์ สหรัฐชัตดาวน์ ผู้ส่งออก ชี้ 6 ปัจจัยเสี่ยงกระทบการค้า
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ให้มุมมองกรณีสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ครั้งใหม่กับ “มติชน” ว่า สหรัฐอเมริกาได้เกิดภาวะ Government Shutdown ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 00.01 น. โดยหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนถูกระงับการให้บริการ (non-essential furlough) ขณะที่บริการสำคัญ (essential/mandatory) ยังคงทำงาน ขณะนี้ผลกระทบหลักเป็นเชิงจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นและตลาดการเงิน แต่หากยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายผู้บริโภคและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ
ดังนั้นสิ่งที่หยุด หรือ ชะงัก ยกตัวอย่างสำคัญ คือ 1.หน่วยงานรัฐบาลกลางที่ไม่จำเป็นถูกพักงาน เช่น บางโครงการวิจัย/โปรแกรมช่วยเหลือ (ส่วนแตกต่างตามหน่วยงาน) 2.บางพิพิธภัณฑ์ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว และบริการไม่เร่งด่วนถูกปิดชั่วคราว 3.บางการดำเนินงานด้านการอนุมัติ/ใบอนุญาตบางประเภทอาจล่าช้า (ขึ้นกับหน่วยงาน)
ขณะที่สิ่งที่ยังทำงานได้ (ไม่ถูกปิด) คือ 1.บริการที่เป็น mandatory/essential (Social Security, Medicare, ส่วนบริการทหารและการบิน) 2.การจัดเก็บภาษีศุลกากร (tariff collections) และการดำเนินงานของ USPS (โดยทั่วไปยังให้บริการ) และ3.ศาลสหพันธรัฐยังมีการดำเนินการภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด
นายธนากร กล่าวว่า ผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย โดยภาพรวม ได้แก่ 1.ระยะสั้น (สัปดาห์แรก–สองสัปดาห์) ผลกระทบโดยตรงจำกัด แต่เกิดความผันผวนในตลาดการเงินและค่าเงิน (ดอลลาร์) ซึ่งอาจทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวเร็ว อาจมีผลทั้งบวก (บาทอ่อน ขับส่งออก) และลบ (ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น) ขึ้นกับสินค้ากลุ่มต่าง ๆ 2.ระยะกลางถ้ายืดเยื้อ (หลายสัปดาห์–เดือน) กำลังซื้อผู้บริโภคสหรัฐฯ ลดลง กระทบสินค้าฟุ่มเฟือย/ไม่จำเป็น, ห่วงโซ่อุปทาน/การชำระเงิน/เครดิตธุรกิจอาจถูกรบกวน ฝ่ายส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูงจะได้รับผลกระทบชัดเจน และ3.ด้านโลจิสติกส์:การดำเนินการศุลกากรและการขนส่งโดยทั่วไปยังทำงาน แต่ควรจับตาการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นกับการอนุมัติ/ใบอนุญาตหรือการตรวจสอบเฉพาะกิจ
นายธนากร กล่าวว่า ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติของสมาชิก สรท.และผู้ส่งออก ได้แก่ 1.เฝ้าติดตามค่าเงินและตลาดทุนอย่างใกล้ชิด ปรับกลยุทธ์ FX hedge ตามความเสี่ยงที่ประเมินได้ 2.ตรวจสอบคำสั่งซื้อ/สัญญาในตลาดสหรัฐฯ และทบทวนเงื่อนไขการชำระเงิน/LC/term และเตรียมแผนรับมือกรณีเลื่อน/ยกเลิกการสั่งซื้อ 3.สำรองสภาพคล่อง ให้เอสเอ็มอีเตรียมวงเงินหมุนเวียน หรือ credit line ระยะสั้นเพื่อรับมือความล่าช้าในลูกหนี้
4.ประสานข้อมูลกับตัวแทนในสหรัฐฯ โดยขอข้อมูลจากตัวแทน/forwarder/ผู้รับสินค้าในสหรัฐฯ ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใดได้รับผลกระทบและอย่างไร 5.เร่งหาช่องทางตลาดสำรอง โดยเร่งขยายตลาดในภูมิภาคอื่น (เอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว และ 6.ทบทวนสัญญาโลจิสติกส์และประกันภัย เร่ง ตรวจสอบเงื่อนไข Force Majeure และความครอบคลุมของการประกันภัยการค้าระหว่างประเทศ
นายธนากร กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายถึงภาครัฐไทย ได้แก่ 1.กระทรวงพาณิชย์ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ควรออกคำแนะนำด่วนให้ผู้ส่งออก (guidance) และประสานกับสถานทูตไทยในสหรัฐฯ เพื่อรับข้อมูลและช่วยแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติ 2.กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)พิจารณามาตรการเสริมสภาพคล่องระยะสั้นสำหรับเอสเอ็มอี ที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ หาก shutdown ยืดเยื้อ และ 3.กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เร่งเจรจาและผลักดันการเปิดตลาดสำรองและสนับสนุนภาคการค้าด้วยมาตรการตลาดเชิงรุก
“ขณะนี้ผลกระทบต่อการค้าของไทยยังเป็นไปในเชิงจิตวิทยาและความผันผวนของตลาด แต่ผู้ส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูงควรเตรียมความพร้อมอย่างเร่งด่วน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อยอดขายและห่วงโซ่อุปทานจะชัดเจนขึ้น — สรท. พร้อมประสานข้อมูลและหารือมาตรการสนับสนุนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” นายธนากร กล่าว

